Advertisement

SHARE

เวลาพูดถึงผู้กำกับหนังที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการทำหนัง แทบทุกคนจะนึกถึง ปีเตอร์ แจ็คสัน กับ เจมส์ คาเมรอน ก่อนเป็นชื่อแรกๆ แจ็คสันโดดเด่นกับ ไตรภาค Lord of the Rings (2001-2003) ซึ่งนำเทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์มาใช้ในการสร้างตัวละคร กอลลัม ให้กลายเป็นตัวละครระดับตำนาน ส่วน คาเมรอน ก็ทำให้ผู้คนทั่วโลกตื่นตะลึงไปกับหุ่นยนต์เหล็กไหล T-1000 ใน Terminator 2: Judgement Day (1991) รวมถึง Avartar (2009) ที่สร้างกระแสหนัง 3 มิติฟีเวอร์ไปทั่วโลก

ในทางกลับกัน อัง ลี อาจไม่ใช่ชื่อที่ผู้คนจะคิดถึงมากเท่าไหร่ในงานสายนี้ เขาอาจได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้กำกับจีนที่สามารถทำหนังได้หลากหลายสัญชาติ หลากหลายแนว ไม่ว่าจะหนังอังกฤษย้อนยุคอย่าง Sense & Sensibility (1995), หนังจีนกำลังภายใน Crouhing Tiger, Hidden Dragon (2000) หนังซูเปอร์ฮีโร่ Hulk (2003) และหนังเกย์คาวบอย Brokeback Mountain (2005) เป็นต้น แต่เขาอาจไม่ได้เป็นเซียนสายเทคโนโลยีตัวพ่อเท่าแจ็คสันกับคาเมรอน ถึงจะเคยกำกับ Life of Pi (2012) ที่ได้รับการยกย่องในงานภาพ 3 มิติ และการใช้วิชวลเอฟเฟ็กต์สร้างเจ้าเสือ ริชาร์ด พาร์คเกอร์ ได้ดูสมจริงมากๆ จนได้รับรางวัลออสการ์สาขาวิชวลเอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยม แต่ผลงานหลังจากนั้นอย่าง Billy Lynn’s Long Halftime Walk (2016) ที่เขาพยายามชูจุดเด่นว่าถ่ายทำเป็น 3 มิติแบบ High Frame Rate (HFR) หรือใช้เฟรมเรตของภาพสูงถึง 120 เฟรมเรตต่อ 1 วินาที ช่วยให้ภาพมีความไหลลื่น ดูนวลตา และให้ความรู้สึกเหนือจริง 

หากทว่าพอหนังเข้าฉาย หนังกลับได้เสียงตอบรับด้านลบมากกว่าเนื่องจากภาพที่ออกมามันดู “ปลอม” เกินไป (หนังเรื่องแรกที่ฉายแบบ HFR ที่เข้าฉายในวงกว้างคือ The Hobbit: An Unexpected Journey (2012) ของผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน แต่เรื่องนั้นเฟรมเรตจะอยู่ที่ 48 เฟรมเรต ก็มีข้อตำหนิในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน)

และเขายังไม่เข็ด หนังเรื่องใหม่อย่าง Gemini Man ยังคงทุ่มทุนสร้างด้านนี้ และยังใช้วิชวลเอฟเฟ็กต์สร้าง วิล สมิธ วัยหนุ่มขึ้นมาใหม่ทั้งตัวเพื่อร่วมฉากและต่อกรกับ วิล สมิธ ที่แก่กว่า ฟังดูแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าทึ่งมาก แต่หนังก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต่างจากเรื่องก่อนเท่าไหร่ ส่วนด้านการเงิน หนังลงทุนไปมหาศาลกว่า 140 ล้านดอลลาร์ แล้วได้เงินจากทั่วโลกกลับมาเพียง 170 ล้านเท่านั้น ซึ่งพอหักเปอร์เซ็นที่ต้องแบ่งกับโรงหนัง นอกจากกำไรจะไม่ได้ ยังขาดทุนขั้นต่ำถึง 70 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ทำไมหนังที่ถ่ายทำและฉายแบบ HFR ที่ 120 เฟรมเรตถึงมีปัญหา? ตามปกติของสายตามนุษย์จะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหวด้วยเฟรมเรตที่ประมาณ 24-30 เฟรมเรตต่อ 1 วินาที (หรือเห็นภาพนิ่ง 24 ภาพเรียงต่อกันจนเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหว) แต่ทุกวันนี้เราสามารถเสพคอนเทนต์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องดิจิทัลซึ่งจะมีค่าเฟรมเรตสูงกว่าเดิมได้ปกติอยู่ที่ 60 เฟรมเรต ผลที่ออกมาคือเราจะเห็นภาพเคลื่อนไหวนุ่มนวลมากขึ้น 

หากเราถ่ายภาพน้ำตกด้วยจำนวนเฟรมเรตที่ 60 ไปจนถึง 120 เราจะสังเกตเห็นจังหวะการตกของหยดน้ำที่ละเอียด ชัดเจน และไหลลื่นขึ้นกว่าแบบ 24-30 เฟรมเรต ซึ่งไม่มีทางที่ดวงตาปกติของมนุษย์จะมองเห็นแบบนั้นได้ หากไม่ใช่เทคโนโลยีเข้าช่วย และยิ่งเฟรมเรตมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีความละเอียดของภาพมากขึ้นเท่านั้น 

  แต่พอเฟรมเรตเพิ่มสูงเป็น 120 เฟรมเรต ซึ่งถือว่าสูงเกินกว่าค่าปกติที่สายตามนุษย์คุ้นชิน ภาพที่ออกมานุ่มนวลเกินไปจนดูหลอกตา และถ้าดูนานๆ จะยิ่งปวดตา แถมถ้าหากเอามาใช้ในการทำหนัง มันอาจดึงดูดความสนใจไปจากเนื้อหาของหนังได้ กรณีของ Billy Lynn และ Gemini Man ก็เป็นไปในทางนั้นเต็มๆ ดูเหมือนคราวนี้ผู้กำกับระดับ อัง ลี ดูจะเอาเวลาไปทุ่มให้กับเรื่องของเทคโนโลยีมากกว่าการทำเนื้อหาให้แน่นปึ้ก

ทำไมจู่ๆ อัง ลี ถึงหันมาทุ่มเทกับเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้? เราอาจต้องย้อนกลับไปสมัยที่เขาทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ยักษ์เขียวอย่าง Hulk ด้วยความเป็นหนังบล็อคบัสเตอร์ฟอร์มใหญ่ มันจึงมาพร้อมกับงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ระดับมหึมา นั่นน่าจะถือเป็นครั้งแรกที่เขาต้องข้องแวะกับเทคโนโลยีการสร้างหนังที่ยุ่งยากขนาดนี้ แต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะยังยึดติดกับเรื่องของการถ่ายหนังด้วยกล้องฟิล์มมากกว่า 

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า เขาได้เห็นพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงตัดสินใจว่าถ้าไม่เริ่มหันหน้าเข้าหามันในตอนนี้ ก็อาจจะสายเกินไป

“เรากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สื่อชนิดใหม่ เราจะไปแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือเสี่ยงทุ่มสุดตัวล่ะ? คำตอบของผมคือ ผมอายุมากขึ้นๆ ทุกวัน อาจจะดูเหมือนเร่งรีบไปนิด แต่ถ้าคุณมัวแต่รอให้เทคโนโลยีค่อยๆ พัฒนา มันจะต้องใช้เวลานานมาก ผมยอมผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เจ็บปวดเพื่อให้เกิดการพัฒนา และสร้างอะไรสักอย่างให้คนดูได้ตระหนักถึงเรื่องพื้นฐานที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจะดีกว่า”

การประดิษฐ์นวัตกรรม มุ่งหน้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในยุคสมัยไหนก็ถือเป็นเรื่องดีต่อวงการในภาพรวม เพราะมันอาจจะเป็นการบุกเบิกสิ่งดีๆ ขึ้นมาประดับวงการ ให้ใครต่อใครสามารถนำมาพัฒนาต่อได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าการหันหน้าสวนกระแสของ อัง ลี จะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า หรือจะออกมาสูญเปล่า? เพราะอย่าง เจมส์ คาเมรอน ที่เป็นตัวพ่อของวงการเทคโนโลยีผลิตหนังล้ำสมัยเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการทำหนังโดยใช้เฟรมเรตที่ 120 เฟรมเรตทั้งเรื่อง แม้ว่า Avartar ภาคใหม่ที่เตรียมจะออกฉายอีก 2 ปีต่อจากนี้เขาถ่ายทำโดยใช้ HFR เช่นกัน แต่คาเมรอนยืนยันว่าจะใช้เพียงแค่ในบางฉากเท่านั้น เพราะมันไม่เหมาะกับการใช้ในหนังทั้งเรื่องจริงๆ

ทัศนะของเขาอาจจะผิดก็ได้ แต่ในเมื่อเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง คาเมรอน เป็นคนคอมเมนต์เรื่องนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องรับฟังไว้ด้วย แต่ดูท่าแล้วอะไรก็คงมาหยุดยั้งความคิดที่จะพุ่งไปข้างหน้าของ อัง ลี ไม่ได้ ซึ่งก็ต้องมาดูว่าผลงานชิ้นโบว์แดงนี้จะผลิดอกออกผลมาเป็นอย่างไรในอนาคต

ส่วนในบ้านเรา ณ ตอนนี้ Gemini Man เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว กระแสตอบรับที่ออกมาเบื้องต้นมีทั้งฝ่ายที่ชื่นชอบ HFR และความสามารถของ อัง ลี ในการใช้ประโยชน์จากของเล่นใหม่นี้ได้อย่างน่าสนใจ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า HFR ยังต้องปรับปรุงอีกมากพอตัว และน่าผิดหวังที่หนังของ อัง ลี มัวแต่ให้ความสำคัญกับสไตล์มากกว่าเนื้อหา

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เมื่อคนไทยไม่มีโอกาสดูหนังเข้าฉายในระบบ HFR 120 เฟรมเรตของจริง เพราะจากรายงานของค่ายหนัง UIP ระบุว่า หนังจะเข้าฉายในระบบ 3D+ ซึ่งจะฉายเพียง 60 เฟรมเรตเท่านั้น นั่นหมายความว่าเราจะยังไม่ได้เข้าถึงศักยภาพของหนังอย่างเต็มที่ แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะการจะฉายหนังเรื่องนี้ในระบบสมบูรณ์พร้อมมีค่าใช้จ่ายสูงปรี๊ด และอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหากใครหวังรอดูหนังเรื่องนี้ผ่านแผ่นบลูเรย์ หรือผ่านระบบสตรีมมิ่ง เทคโนโลยีในปัจจุบันก็ยังต้องรอกันอีกยาว เนื่องจากปัจจุบันแผ่นบลูเรย์ยังไม่สามารถบรรจุหนัง 3 มิติแบบ 4K และมีเฟรมเรตสูงถึง 120 เฟรมเรตได้พร้อมกัน (ถ้าใครอยากดูอาจต้องได้อย่างแล้วเสียอย่าง เช่น เลือกแบบ 3 มิติ แต่ไม่ได้ HFR หรือเลือก HFR แต่ไม่ได้ดู 3 มิติ) 

ซึ่งก็หวังว่าในอนาคตภายภาคหน้า เราจะมีโอกาสได้ดู Gemini Man รวมถึงหนังเรื่องใหม่ของ อัง ลี ในระบบนี้ตามที่ควรจะได้ดูจริงๆ ไม่ว่าจะผ่านทางไหนก็ตาม เพื่อจะตัดสินได้ว่า อัง ลี มาถูกทางแล้วจริงๆ หรือไม่ ใครจะไปรู้ เมื่อผู้คนสามารถเข้าถึง HFR ในวงกว้างได้มากกว่านี้ ในอนาคตภายภาคหน้า มันอาจจะกลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกจริงๆ ก็ได้ แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ และจะมาถึงจริงหรือไม่ก็ตาม

FOLLOW US

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...