Advertisement

SHARE

“คือปลายธันวาชาวอีเว้นต์ร่าเริงแล้วนะ เพราะทุกคนงานกลับคืนมาแล้ว ตอนนั้นเราจะเห็นในเฟซบุ๊กเลย ทุกคนโพสต์ว่างานกลับมาแล้วจ้า แฮปปี้มาก คิดว่าพอฉลองปีใหม่ หรือแม้กระทั่งหลายๆ ทีมได้งานเคาทดาวน์ ซึ่งเตรียมกันมาตั้งแต่ ต.ค.-พ.ย. แล้วมาเจอเหตุการณ์อะไรยังงี้ก็เสียหาย เพราะเขาลงทั้งแรงทั้งค่าใช้จ่ายไป”

ณัฐิกา สุนทรเจริญนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Muse K Agency จำกัด ผู้ให้บริการจัดอีเว้นต์ 360 องศาเล่าให้ workpointTODAY ฟังถึงเหตุการณ์เมื่อปลายปี 2020 ที่โควิด-19 ระลอกสองเกิดขึ้นในประเทศไทยและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอีกระลอกต่อธุรกิจอีเว้นต์ที่กำลังจะฟื้นตัว

“ตอนนั้นในหมู่ธุรกิจอีเว้นต์ระส่ำนะ คือมันมีสองกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เขาทำอีเว้นต์ออนกราวน์ แบบเข้มข้นที่เขาอาจจะปรับตัวไม่ทัน กลุ่มนี้จะค่อนข้างลำบาก เพราะมันก็เหมือนรายได้ทั้งหมดของเขามันหายไปเลย แต่กลุ่มที่สู้ไม่ยอมแพ้มาศึกษาออนไลน์ด้วยกันมันก็อาจจะยังมีทางไปต่อได้”

ณัฐิกา สุนทรเจริญนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Muse K Agency จำกัด ผู้ให้บริการจัดอีเว้นต์ 360 องศา

เมื่อโควิดทุบธุรกิจอีเว้นต์

ย้อนกลับไปเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกเข้ามาในประเทศไทย Muse K Agency ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากงานทั้งหมดหยุดชะงักไม่สามารถจัดต่อได้และไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะกลับมาจัดงานได้เป็นปกติ ก่อน ‘ณัฐิกา’ จะใช้เวลาช่วงสั้นๆ ตัดสินใจดึงธุรกิจที่เคยมีสัดส่วนทำรายได้เล็กน้อยอย่างธุรกิจจัดอีเว้นต์ออนไลน์หรือ Virtual Event เข้ามาสร้างรายได้ทดแทน

“เหนื่อยมากค่ะ หนักมากเพราะอย่างที่บอกว่าเราให้บริการจัดอีเว้นต์เป็นหลัก แต่พอโควิดมาจัดอีเว้นต์ไม่ได้เนอะ เราเลยต้องดึงบริการที่เป็นส่วนน้อยของเราคือการทำออนไลน์เข้ามา เพราะฉะนั้นตอนที่หลายคนยังงงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทีมเราไม่ได้หยุดเลย เราอยากเทรนให้ทุกคนในทีมสามารถทำอีเว้นต์แบบออนไลน์ได้เอง โดยที่เราไม่ต้องไปจ้างคนข้างนอก”

ทำให้ปี 2020 ของ Muse K Agency นั้นไร้ช่วงหยุดชะงักและไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง เพราะหลังจากตัดสินใจลุยเข้าสู่ธุรกิจ Virtual Event เต็มตัว บริษัทฯ ก็เดินหน้ารับงานตลอดทั้งปี โดย ‘ณัฐิกา’ บอกว่าในตอนนี้ไม่ว่าจะงานเล็กน้อย งานจุ๋มจิ๋มแค่ไหนก็รับหมด เพราะหวังว่าจะสามารถช่วยต่อยอดโอกาสให้กับบริษัท

จนในที่สุดในปี 2020 บริษัทฯ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายจำนวนการจัดงานทะลุ 50 งาน หรือมีจำนวนงานไม่แตกต่างกับในช่วงปีปกติ แม้จะมีรายได้ที่น้อยกว่าช่วงเวลาปกติ

คน = คีย์ ปรับตัวไว ไปได้ก่อน

“รากฐานเลยอยู่ที่ทีมงาน อีเว้นต์คือเรื่องของคนทีมงานสำคัญที่สุด”

‘ณัฐิกา’ อธิบายว่า ในความโชคร้าย Muse K Agency มีความโชคดีคือมีทีมงานที่มีทักษะหลากหลายและพร้อมสำหรับการปรับตัวเข้ากับรูปแบบงานใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน นอกจากนั้น ทีมยังมีพลังใจในการต่อสู้ไปด้วยกัน ณ ตอนนั้น ‘ณัฐิกา’ เชื่อว่าถ้าสู้คนเดียวก็คงไม่ไหว มันเป็นเรื่องที่ทำคนเดียวไม่ได้ แต่ด้วยความสามารถของทีมงานและความสู้ของเขา ทำให้มันไปด้วยกันได้

“ยกตัวอย่างอย่าง 3D ดีไซเนอร์ที่เขาออกแบบภาพเปอร์สเปคทีฟ พอถึงตอนโควิดที่พี่บอกไลฟ์ต้องไลฟ์ละจ้า เขาก็มาถือกล้อง สามารถมีความรู้เรื่องกล้องเป็นตากล้องได้ ตอนนั้นเราคุยกับทีมว่าเหนื่อยหน่อยนะ เหนื่อยหน่อย เพื่อให้เราไม่ต้องลดขนาด ให้ตอนนี้เหมือนเราได้ยึดตำแหน่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Virtual ได้ก่อน”

Hybrid Event จะอยู่ยาว ออฟไลน์-ออนไลน์ จะหลอมรวม

ในขณะเดียวกัน ‘ณัฐิกา’ ยืนยันว่า ก่อนหน้าโควิด-19 จะแพร่กระจายไปทั่วโลก เทรนด์ของการจัดอีเว้นต์ออนไลน์หรือ Virtual Event ก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเป็นลำดับแล้ว เพียงแต่โควิด-19 ได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ Virtual Event ปรากฎมากขึ้นและในอนาคตอันใกล้นี้ ออฟไลน์และออนไลน์จะหลอมรวมกัน ต่อไปการจัดงานอีเว้นต์จะต้องมีทั้งออนไลน์และออฟไลน์รวมกัน

จากปี 2019 บริษัทฯ มีสัดส่วน Virtual Event ประมาณ 20% และ On Ground 80% มาในปี 2020 บริษัทมีสัดส่วน Virtual Event 80% และ On Ground 20% ส่วนในปี 2021 คาดว่ามี Virsual Event 60% On Ground ต้องกลับมาแล้วและสามารถทำสัดส่วนได้ราว 40%

“คิดว่ารูปแบบงานอีเว้นต์จะเปลี่ยนไปตลอดกาล มันจะเปลี่ยนไปเป็น ‘ไฮบริด’ ไม่ว่าโควิดจะหายจากเราไปแล้ว แต่รูปแบบการเสนองานทั้ง On Ground และ Virtual จะเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะฉะนั้น คนที่จะอยู่ในธุรกิจอีเว้นต์หรือคนที่อยากจะทำอีเว้นต์จะต้องมีความรู้เรื่องการไลฟ์ การทำ Virtual คุณถึงจะไปรอด”

วิธีทำงานต้อง Proactive ฝึกเดินเข้าหาลูกค้า

‘ณัฐิกา’ ย้ำอีกอย่างว่า ที่สำคัญคนอีเว้นต์จะทำงานด้วยรูปแบบเดิมๆ ที่เคยทำในอดีตไม่ได้ เพราะวิธีเดิมๆ ไม่เหมาะสมกับช่วงโควิดอีกต่อไป จากอดีตที่บริษัทอีเว้นต์สามารถรอลูกค้ามาบรีฟได้ เพราะไม่มีบริษัทฯ ไหนที่ไม่มีงาน แต่ตอนนี้เรื่องราวเปลี่ยนไปแล้ว

บริษัทอีเว้นต์จึงอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่ หันมาคิดโปรเจ็กต์ร่วมกับพาร์ทเนอร์ รวมพลังกันแล้วนำไปเสนอลูกค้า หรือที่เรียกว่า ‘Proactive’ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ว่าอาจจะไม่ได้ผลเลยก็ได้ แต่ไม่เสียหายและมันเป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทเอง

‘อีเว้นต์’ อยากได้มาตรการที่ชัดเจน

“ถ้าเคสที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็คือโควิดบ๊ายบายจากเราไปเนอะ ทุกคนสุชภาพดี ทุกคนเจอกันได้ แต่ถ้าเราอยู่ในโลกแห่งความจริง เพราะพี่ว่ามันน่าจะระบาดไปอีกซักพักก็น่าจะเป็นความช่วยเหลือจากทางภาครัฐหรือส่วนกลางที่เหมือนเข้าใจ และสร้างมาตรการการจัดงานออนกราวน์ที่เป็นผลดีต่อทุกคนที่ปลอดภัย และที่ให้นักการตลาดหรือนักอีเว้นต์ยังสามารถจัดงานได้”

โดย ‘ณัฐิกา’ ยกตัวอย่างว่า สำหรับการรวมตัว 300 คน สามารถทำได้หากมีระยะห่างที่ถูกต้องหรือมีข้อกำหนดการรับประทานอาหารจากกล่องแยกกัน ถ้ามีการกำหนดมาตรการลักษณะนี้มาชัดเจนลูกค้าเองก็กล้าที่จะเชิญแขกมา ผู้จัดเองก็เหมือนมีคู่มือในการจัด ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

คนอีเว้นต์จะยังเหนื่อยอย่างน้อย 2-3 ปี

“2-3 ปีนี้ต้องเหนื่อยถ้าเราอยากจะทำให้มันรอด เพราะว่าหนึ่งคู่แข่งเยอะ แล้วก็งบประมาณมันลดลง บางทีมันก็อาจจะไม่จูงใจเนอะ เหนื่อยแล้วมันไม่ได้ตัง แต่ขอให้ขยันและทำ สร้างความชัดเจนให้กับบริษัทตัวเอง ลูกค้าเขาก็จะเห็นแล้วงานมันก็จะกลับเข้ามา”

“เพราะว่าข้อดีที่สุดของอีเว้นต์ที่ทำให้ธุรกิจมันเติบโตอย่างก้าวกระโดดคือมันเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่เครื่องมืออื่นทดแทนไม่ได้ มันสร้างประสบการณ์ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเรา บางทีเราดูทีวี เราดูโฆษณา มันไม่อินเหมือนกับที่ลูกค้าได้มาจับทดลองสินค้า แล้วลักษณะคนไทยเอง คนไทยเราชอบสังสรรค์ชอบเจอผู้คนชอบออกไปข้างนอก เพราะฉะนั้นถ้าโควิดหายทุกอย่างเซ็ตซีโร่ อีเว้นต์จะกลับมา จะกลับมาแรงด้วยซ้ำ”

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...