Advertisement

SHARE

วันที่ 14 พ.ค.63 บีบีซีรายงานว่า อินเดียมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำสุดในรอบ 37 ปี โดยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอินเดียปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงถึง 15% และลดลงอีกถึง 30%ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตามรายงานระบุว่าสาเหตุดังกล่าวเกิดจาก ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 อินเดียเริ่มหันมาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและถ่านหิน

จากข้อมูลของการไฟฟ้าแห่งชาติของอินเดียพบว่า ในเดือนมีนาคมและเดือนเมษายนที่ผ่านมาการใช้ไฟจากถ่านหินลดลง 15% และ 31% ตามลำดับ ขณะที่การส่งมอบถ่านหินในไตรมาสแรกของปีนี้ ลดลง 2% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้น 7.5% จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงล็อกดาวน์ พบว่าปริมาณการใช้น้ำมันทั่วอินเดียลดลงถึง 18% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ข้อมูลจากการไฟฟ้าแห่งชาติของอินเดียระบุว่า การใช้ไฟจากถ่านหินลดลง 15% ในเดือนมีนาคม และลดลง 31%ในเดือนเมษายน ในส่วนของการส่งมอบถ่านหิน จนถึงสิ้นสุด ก็มีปริมาณลดลง 2%

นอกจากนี้ ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลของอินเดียลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 และพอเข้าสู่ช่วงมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้การคมนาคมได้รับผลกระทบ การใช้น้ำมันลดลงไป 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ทางสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยว่า ปริมาณการใช้ถ่านหินของโลกลดลง 8% ในไตรมาสแรกของปี ในขณะที่ความต้องการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกนั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปัจจัยดังกล่าวเกิดจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นสูงกว่าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากจะต้องมีการซื้อเชื้อเพลิงจำนวนมากมาใช้ผลิตเป็นพลังงาน ตามรายงานกล่าวว่าการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเสียค่าใช้จ่ายเพียง 2.55 รูปีต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินคือ 3.38 รูปีต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

 

 

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...