Advertisement

SHARE

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เปิดเผยว่า ค่ายหนังเจ้าของภาพยนตร์เรื่อง “No Time to Die” และผู้ให้บริการสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ 2 ราย ได้เจรจากันเพื่อขอนำภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาคใหม่เข้าฉายผ่านระบบสตรีมมิ่ง หลังมีการเลื่อนฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นปีหน้าเพราะการระบาดของโรคโควิด-19
เว็บไซต์บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างแหล่งข่าวระบุว่า บริษัท เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ สตูดิโอ และบริษัทผู้ให้บริการสตรีมมิ่งชื่อดังอย่างเน็ตฟลิกซ์และแอปเปิล ได้เจรจากันถึงความเป็นไปได้ที่จะนำภาพยนตร์ “No Time to Die” ซึ่งเป็นภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาคล่าสุดเข้าฉายผ่านระบบสตรีมมิ่งโดยตรง
แหล่งข่าวระบุว่า ข้อเสนอนำภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาคใหม่เข้าฉายผ่านบริการสตรีมมิ่ง อาจทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ “No Time to Die” รับเงินก้อนใหญ่เป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทันที อย่างไรก็ตามผู้ผลิตภาพยนตร์ได้ออกมาให้คำมั่นว่า จะต้องมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง “No Time to Die” ในโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน ขณะที่ผู้ให้บริการอย่างเน็ตฟลิกซ์และแอปเปิลยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้
หลายฝ่ายมองว่า หาก “No Time to Die” เข้าฉายผ่านบริการสตรีมมิ่งจริง จะสร้างกระแสให้คนเข้าไปใช้บริการความบันเทิงแบบสตรีมมิ่งมากขึ้น หลังจากที่มีภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น มู่หลาน ที่เริ่มเข้าฉายผ่านระบบสตรีมมิ่งแล้ว

เดิมภาพยนตร์ “No Time to Die” มีกำหนดฉายตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้โรงภาพยนตร์ต้องยุติการให้บริการ และส่งผลต่อภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่ต้องเลื่อนฉายออกไปเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน จนกระทั่งล่าสุดค่ายภาพยนตร์ตัดสินใจเลื่อนการฉายอีกครั้งไปเป็นวันที่ 2 เมษายนปีหน้า โดยให้เหตุผลว่า ต้องการให้ผู้ชมสัมผัสกับประสบการณ์การชมในโรงภาพยนตร์อย่างเต็มรูปแบบ
การเลื่อนฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง “No Time to Die” ที่ทุ่มทุนสร้างกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 7,800 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างรุนแรง เพราะทำให้โรงภาพยนตร์บางแห่งตัดสินใจปิดกิจการไม่มีกำหนด รวมถึงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ก็ตัดสินใจเลื่อนกำหนดฉายออกไปเป็นปีหน้าเช่นกัน

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...