{{-- --}}
Advertisement

SHARE

ความคืบหน้าของการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ขณะนี้ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นของกฎหมายไปแล้ว โดยในเดือนพ.ย.นี้ รังสิมันต์ โรม ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ระบุว่า เตรียมหารือกับวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อบรรจญัตติในวาระเร่งด่วน คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ความร่วมมือร่วมกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายต้องเผชิญกับอุปสรรคต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ประเทศไทยมีรายชื่อบุคคลถูกบังคับให้สูญหายขององค์การสหประชาชาติ 87 ราย ซึ่งทุกรายไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ เมื่อการบังคับคนให้สูญหายไม่เป็นความผิดทางคดีอาญา ไม่นำไปสู่การค้นหาความจริงตั้งแต่ต้น ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงได้ คือ การมีกฎหมาย

กว่า 10 ปีกับความพยายามของภาคประชาชน ให้การทรมานและอุ้มหายเป็นคดีอาญา นำมาสู่การผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายให้เป็นกฎหมาย

เหมือนความหวังใกล้เป็นจริง เมื่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านกว่าร้อยคน มีฉันทามตินำร่าง พ.ร.บ.ของภาคประชาชนเข้าสู่สภาในเดือน พ.ย.นี้

หากผ่านสภาผู้แทนราษฎร ขั้นตอนต่อไปจะต้องผ่านพิจารณา ส.ว . แม้ขั้นตอนผ่านเป็นกฎหมาย ต้องใช้เวลา แต่ยังมีความหวังพอที่จะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พิจารณาเป็นญัตติอย่างเร่งด่วน

ระหว่างทางที่รอกฎหมาย ญาติผู้ถูกบังคับให้สูญหายยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ ด้วยการ
1. รัฐต้องหยุดกดดันครอบครัวยุติการร้องเรียนต่อสหประชาชาติ
2. รัฐต้องให้สัตยาบันในอนุสัญญาต่อต้านการบังคับสูญหายฯของสหประชาชาติและธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ
3. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีความเป็นประชาธิปไตย ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
4. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ร่างกฎหมายอุ้มหาย ต้องให้ครอบครัวเหยื่อเข้าไปมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...