Advertisement

SHARE

หนึ่งในแนวหนังที่หากสร้างออกเมื่อไหร่ มั่นใจได้เลยว่ามีโอกาสกลายเป็นหนังดีสูง นั่นคือหนังแนวดราม่าว่าด้วยการหย่าร้าง เล่าเรื่องราวของคู่รักที่มีปัญหากันเอง มันถือเป็นวัตถุดิบเกรดเอ สามารถกลั่นออกมาเป็นฉากดราม่าสะเทือนใจ ชวนให้รู้สึกอินตามได้ไม่ยาก

ที่ผ่านมามีหนังแนวครอบครัวร้าวฉานเรื่องเด่นๆ หลายเรื่อง อาทิ Kramer vs Kramer (1979) หนังดราม่าขายฝีมือการแสดงของ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน และ เมอรีล สตรีป ผลงานการกำกับของ โรเบิร์ต เบนตัน เรื่องนี้ได้เสียงชื่นชมมหาศาลและได้รางวัลออสการ์ในสาขาใหญ่ๆ รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กับ A Separation (2011) หนังอิหร่านของผู้กำกับ อัสการ์ ฟาร์ฮาดี ความบาดใจและความแยบยลของตัวเรื่องส่งให้หนังได้รางวัลออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครอง เป็นต้น

ล่าสุดทำเนียบดังกล่าวอาจต้องเพิ่ม Marriage Story ที่เพิ่งออกฉายให้รับชมกันทาง Netflix ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเข้าไปด้วย เพราะจากคุณภาพของหนัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโอกาสตามรอยหนัง 2 เรื่องดังกล่าวมีสูงทีเดียว

จากชื่อเรื่องและภาพบนโปสเตอร์ซึ่งเป็นภาพของตัวละคร 3 พ่อแม่ลูกกอดกันอย่างหวานชื่น รวมถึงฉากเปิดที่ให้ 2 ตัวละครเอก ชาร์ลี (อดัม ไดรฟ์เวอร์) และ นิโคล (สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) บรรยายถึงความดีงาม สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบในกันและกันอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า Marriage Story เป็นหนังครอบครัวรักหวานซึ้ง แต่ทันทีที่เสียงบรรยายและภาพความอบอุ่นยาวนานหลายนาทีจบลง เราก็พบว่าสิ่งที่พวกเขาร่ายมานั้นเป็นอดีตไปแล้ว เพราะทั้งคู่กำลังจะแยกทางกัน แม้จะยังมีเยื่อใยแบบบางๆ ผ่านลูกชาย แต่ก็ยากจะทำเหมือนทุกอย่างยังปกติ และกลับมาคบหากันต่อได้ 

อดัม ไดรเวอร์ เอซี่ โรเบิร์ตสัน และ สการ์เล็ทท์ โจฮันส์สัน สามนักแสดงนำของ MARRIAGE STORY

ถึงจะตั้งเป้าว่าเลิกกันแน่นอน พวกเขาทั้งคู่ยังสัญญาว่าจะทำหน้าที่พ่อกับแม่ของ เฮนรี่ (เอซี่ โรเบิร์ตสัน) อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องเช่นเดิม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการจากกันด้วยดี จนกระทั่ง นิโคล ได้รับคำแนะนำให้ไปหา นอร่า แฟนชอว์ (ลอร่า เดิร์น) ทนายสาวผู้เชี่ยวชาญการทำคดีหย่าร้าง ทันทีที่พวกเธอเจอหน้ากัน ความสัมพันธ์ที่ควรจะจากกันด้วยดีของเธอและ ชาร์ลี ก็พลิกผัน กลายเป็นแก้วที่แตกละเอียดจนไม่อาจสมานคืนได้อีกแล้ว

Marriage Story เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทของ โนอาห์ บอมบาช หากใครเป็นคอหนังตัวยงน่าจะทราบว่า เขาถนัดการทำหนังว่าด้วยความสัมพันธ์อันร้าวรานระหว่างคนรักกันได้ดี หนึ่งในงานที่เจ็บปวดมากๆ ของเขาคือ The Squid and the Whale (2005) ซึ่งสร้างมาจากประสบการณ์สมัยเด็กของเขาที่พ่อแม่ต้องเลิกรากัน ได้รับคำชมกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมประจำปี 2005

และใน Marriage Story ก็เป็นอีกครั้งที่เขาเอาประสบการณ์ตรงของมาขยี้ผ่านภาพยนตร์ โดยคราวนี้ต้นตอของหนังมีที่มาจากปัญหาระหว่างเขากับนักแสดงสาว เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ซึ่งใช้ชีวิตคู่กันระหว่างปี 2010-2013 การผ่านเหตุการณ์สุดปวดร้าวนั้นโดยตรง ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงถ่ายทอดอารมณ์สุดบาดลึกได้กระทบจิตใจคนดูยิ่งนัก และหากบอกว่า นี่คือหนังประวัติชีวิตของเขาก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

ไฮไลท์ของความบาดลึก อยู่ที่การเข้ามาของทนายอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหนัง (และชีวิตของบอมบาช) เราจะเห็นเกมกลของทนายแต่ละฝ่ายว่าพยายามงัดเอาข้อเสียทุกอย่างของอีกฝ่ายมาโจมตีกันเพื่อเอาขนะคะคาน แม้กระทั่งบางการกระทำที่ตัวละครอาจไม่ได้ตั้งใจก็ยังถูกใช้เป็นอาวุธในการสาดโคลนจนแปดเปื้อนกันไปทุกฝ่าย ไม่ว่าสุดท้ายสงครามนี้ใครจะชนะ ไม่ว่าใครจะได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก แต่พวกเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิม เนื้อตัวของพวกเขาจะไม่มีวันสะอาดสะอ้านแบบสมัยที่ยังรักกันหวานชื่นได้อีก

ด้านของคนดูเอง ขณะที่ดูมั่นใจได้ว่าต้องเกิดอาการ ‘เลือกข้าง’ กันถ้วนหน้า แต่ละคนย่อมมีตัวเลือกอยู่ในใจว่าอยากเอาใจช่วยใคร ถึงกระนั้นการเห็นตัวละครทั้ง 2 ฝ่ายต้องเจอปัญหาน่าปวดหัวถาโถมเข้าใส่ไม่ยั้ง ไม่ว่าจะเชียร์ใครก็ต้องรู้สึกสะเทือนใจแทนฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน ตรงจุดนี้ต้องชื่นชม บอมบาช ว่าถึงแม้เขาจะเล่าเรื่องราวที่ประสบมาเอง โดยมีตัวละคร ชาร์ลี เป็นภาพจำลอง แต่เขาก็ให้น้ำหนักและความเป็นธรรมกับฝ่ายหญิงมากพอ จนไม่รู้สึกว่าเขากำลังใช้สื่อเพื่อแก้ต่างกับคนดูโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้แก้ตัว (ทั้งนี้ บอมบาชให้สัมภาษณ์ว่าเขาเอาบทให้ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ อ่านแล้วชอบมาก พอเธอได้ดูหนังเธอก็ยังชอบมากอีกเช่นกัน)

นอกจากฝีมืออันโดดเด่นของ บอมบาช Marriage Story อาจไม่ออกมาน่าชื่นชมแบบนี้หากปราศจากทีมนักแสดงเกรดเอ ซึ่งไม่มากไม่น้อยล้วนมีประสบการณ์แบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกับผู้กำกับ นักแสดงนำชายอย่าง อดัม ไดรฟ์เวอร์ โตมาจากครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างกัน ส่วนสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ก็มีชีวิตคู่ล้มเหลวมาแล้วถึง 2 ครั้ง ด้านของ ลอร่า เดิร์น ที่รับบททนายของ นิโคล ยังมีต้นแบบมาจากทนายที่เคยว่าความให้เธอและโจแฮนส์สันอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ไม่น่าแปลกใจหากทำไมทุกคนถึงอินและเข้าถึงบทบาทกันถ้วนหน้า จนได้เข้าชิงรางวัลจากหลายสถาบัน นำโดยเวทีลูกโลกทองคำ (Golden Globe) และสมาคมนักแสดง (Screen Actors Guild Award) และจะไม่แปลกใจหากพวกเขาทะลุเข้าไปชิงรางวัลออสการ์ในบั้นปลายด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น ความดีงามของหนังยังอยู่ที่การกำกับภาพของ ร็อบบี้ ไรอัน ตากล้องมือฉมังซึ่งได้เข้าชิงออสการ์จากหนังย้อนยุค The Favourite (2018) หนังอาจไม่ได้ใช้การเคลื่อนกล้องหวือหวาสวิงสวาย แต่ทุกช็อต โดยเฉพาะเวลาที่ ชาร์ลี และ นิโคล อยู่ด้วยกัน ภาพบนจอจะเห็นระยะห่างระหว่างกันของตัวละครอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในช็อตสำคัญของเรื่องยังอยู่ที่ฉาก Long Take จับภาพ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ระบายอัดอั้นตันใจในชีวิตคู่นานหลายนาที ถือเป็นช็อตทรงพลังที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจละสายตาได้

งานด้านภาพของหนังยังต้องขอบคุณการตัดต่อของ เจนนิเฟอร์ เลม จาก Hereditary (2018) ที่ใช้การตัดสลับภาพของตัวละครไปมานำเสนอให้เห็นความไม่เป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งคู่ โดยช็อตจำนวนมากที่นำมาเรียงร้อยนั้นเผยให้เห็นว่าตัวเอกทั้ง 2 คนสนทนากันอยู่กันเฟรมภาพ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่รักกันแล้วของพวกเขาอย่างน่าเศร้า

ทุกองค์ประกอบที่กล่าวถึง (และไม่ได้กล่าวถึง) นี้ทำให้ Marriage Story กลายเป็นหนังดราม่าน้ำดีที่ไม่เพียงกรีดหัวใจของตัวละครผ่านกรรมวิธีทางภาพยนตร์จนร้าวราน แต่ยังกรีดหัวใจของคนดูจนบอบช้ำ และนี่คือหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดประจำปี 2019 อย่างไม่ต้องสงสัย

บทความโดย ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...