Advertisement

SHARE

แม้โบราณจะมีสุภาษิตว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ที่หมายถึง การที่ลูกย่อมไม่ต่างไปจากผู้เป็นพ่อแม่ แต่ “แทน โฆษิตพิพัฒน์” ลูกชายคนเดียวของศิลปินแห่งชาติ “อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ก็พร้อมพิสูจน์ว่า ลูกไม้ลูกนี้ ต่อให้ไม่ได้หล่นไกล แต่ก็จะเติบโตไปเป็นต้นไม้ที่ไม่มีทางเหมือนต้นเดิม

หลังจากจบการศึกษาด้านภาพยนตร์ จากมหาวิทยาลัยคิงสตัน ประเทศอังกฤษ และลงสนามทำงานสายเบื้องหลังได้ไม่นาน แทน โฆษิตพิพัฒน์ ในวัย 25 ปีตัดสินใจเบนเข็มชีวิตกลับมาสู่เส้นทางซึ่งเป็นความสนใจดั้งเดิมของเขา ‘การวาดภาพ’ และจัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ “มายา” โดยมีเป้าหมายในการกระจายพลังเชิงบวกคืนแก่สังคม

แม้จะมีความกดดันในฐานะของศิลปินหน้าใหม่ ที่เติบโตมาภายใต้ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อ แต่แทน โฆษิตพิพัฒน์ กลับกล่าวอย่างชัดเจนว่า หลังจากที่ตัดสินใจจะทำอาชีพนี้แล้ว เขาจะไม่มีทางยอมให้อิทธิพลใดมากำหนดกรอบแนวคิด และรูปแบบการทำงานศิลปะของตนอย่างแน่นอน


คุณเริ่มต้นสนใจศิลปะตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่เด็กแล้ว คือมันก็เป็นไปตามธรรมชาตินะ เราเห็นแต่ของพวกนี้มาตั้งแต่เกิด แล้วตอนนั้นผมก็ค่อนข้างจะเป็นเด็กเงียบๆ ด้วย ไม่ค่อยชอบคุยกับใคร พอได้ทำอะไรพวกนี้มันเลยรู้สึกสบายใจ ยิ่งสมัยเด็กๆ ผมชอบ Elvis Presley ด้วย เท่าที่จำได้ก็วาดรูปเขาแปะฝาผนังไว้เต็มไปหมด บางทีก็ขายให้ชาวต่างชาติที่เขาชอบเอลวิสเหมือนๆ กัน

คุณเรียนจบด้านภาพยนตร์ แต่ทำไมถึงเลือกกลับมาเป็นศิลปินอีก

ผมว่าภาพยนตร์มันก็คืองานศิลปะอย่างหนึ่งนะ ก็เป็นการสื่อสารผ่านภาพ แค่เปลี่ยนแพลตฟอร์มไปอิงทางเทคโนโลยีหน่อย ตอนนั้นก็รู้สึกว่าการจะทำหนังมันต้องเก่ง เพราะต้องเรียนทั้งเรื่องภาพเรื่องเสียง แล้วผมก็ติดคอมมากๆ เอาง่ายๆ คือเป็นเด็กที่โคตรเนิร์ดเลย สุดท้ายก็เลยเลือกทางนี้

แต่ระหว่างเรียนมันก็เหมือนเราหนีไม่ได้หรอก กับไอ้การวาดรูปเนี่ย ผมก็โดนจับไปทำพวก pre-production วาด storyboard วาดฉาก ดีไซน์งานอะไรพวกนี้ กลายเป็นว่าไม่ค่อยได้ออกหรอกกองถ่าย ไปๆ มาๆ ผมว่าตอนอยู่อังกฤษผมเข้าพวกมิวเซียม พวกแกลเลอรี บ่อยกว่าดูหนังอีก พอจบมาก็เลยนี่ล่ะครับ ทำแต่งานแต่วาดรูป ออกแบบพวกคอนเส็ปอาร์ตอะไรอย่างนี้ มีทำหนัง ทำสารคดีบ้าง แต่หลังเกณฑ์ทหารมาก็วาดรูปต่อ

คุณพ่อมีอิทธิพลมากแค่ไหนในงานของคุณ

ช่วงงานแรกๆ ก็มีอยู่นะ สมัยผมออกจากเกณฑ์ทหารใหม่ๆ ตอนนั้นผมอยากทำหนังสือรวมภาพสเก็ตที่ผมวาดไว้ อยากทำเหมือนบันทึกความทรงจำสมัยผมเป็นทหารอะไรแบบนี้ แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าแม่หรือพ่อเขาอยากให้มีเนื้อเรื่องด้วย ก็เลยทำเป็นหนังสือเล่าเรื่องแทน ตอนทำเล่มนั้นก็มีปรึกษาทั้งพ่อทั้งแม่ งานมันก็เลยอาจจะยังไม่ใช่ผมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนทำงานนี้ (นิทรรศการมายา) ไม่มีแล้ว เพราะผมล็อคประตูวาด ไม่ให้ใครเห็นงานเลย ขนาดพ่อยังเพิ่งมาเห็นก่อนวันเปิดตัวแป๊บเดียวเอง

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการมายาคืออะไร

ไอเดียมันเกิดขึ้นตอนผมไปแสดงงานที่นิวยอร์ก ประมาณ 2 ปีที่แล้วมั้ง ผมเคยบอกว่าตอนเด็กๆ ผมเนิร์ดๆ แล้วก็ชอบเอลวิสใช่ไหม ผมก็จะมีเพื่อนที่ชอบเอลวิสเหมือนกันในอินเทอเน็ตเยอะมากเลย เยอะกว่าเพื่อนในชีวิตจริงผมอีก คนที่มางานที่นิวยอร์กตอนนั้นก็คือเพื่อนที่ผมรู้จักมานานมาก แต่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน คุยกันตั้งแต่ผมอายุ 13-14 ได้มั้ง

เขาก็เป็นผู้ชายอายุประมาณ 30 ที่มาดูงานผมเป็นคนแรกๆ เขาบอกว่าเขาไม่เคยเข้ามานิวยอร์กเลย ปกติบ้านเขาอยู่แถบ country side แต่ยอมขับรถมา 12 ชั่วโมงเพื่อมาเจอผม ตอนนั้นผมก็ได้นั่งรถไปเที่ยวบ้านเขาด้วย ไปอยู่กับเขาเป็นอาทิตย์ ตอนนั้นพ่อแม่เขายังงงๆ เลยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วผมก็ได้แฟนมาคนนึงจากตอนนั้นอีก

ที่ผมจะสื่อก็คือ เรื่องนี้มันเหมือนเป็นความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ได้มารู้จักกันผ่านอินเทอเน็ต คือนอกจากเขา ผมก็ยังมีเพื่อนอีกเยอะมาก ทั้งรุ่นเดียวกัน ทั้งแก่กว่า บางคนผมรู้จักมาเป็น 10 ปี ก็เกือบครึ่งชีวิตผมแล้ว ที่ผ่านมาความสัมพันธ์บนอินเทอเน็ตมันชอบถูกมองว่าน่ากลัวไง จะโดนหลอกไหม จะเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมเจอมันไม่ใช่เลย

ที่เลือกใช้คำว่า “มายา” เพราะบางคนบอกว่าโลกอินเทอเน็ตมันไม่จริง มันเฟค แต่มันจะเฟคก็ต่อเมื่อเราเฟคเองหรือเปล่า บางคนเป็นตัวเองในโลกมายาได้มากกว่าในโลกจริงอีก และบางครั้งโลกจริงมันก็เป็นมายาได้เหมือนกันใช่ไหม  สุดท้ายแล้วโลกอินเทอเน็ต มันก็คงเป็นได้ทั้งเรื่องจริงและไม่จริง อยู่ที่เราเลือกเองนั่นล่ะ

คุณบอกว่าไอเดียงานนี้ไม่ได้ปรึกษาใครเลย แล้วตอนจัดนิทรรศการล่ะ

ใช่ครับ พยายามไม่คุยกับใครเลย ผมเชื่อว่าวิธีนี้มันจะทำให้ผมเป็นตัวเองได้เต็มที่ อย่างที่บอกว่าขนาดพ่อผมยังไม่ให้ดูก่อนเอามาจัดที่ล้งด้วยซ้ำ แต่เรื่องจัดนิทรรศการคือพอเราทำงาน เราก็รู้อยู่แล้วล่ะว่ามันต้องมี เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะใหญ่แค่ไหน หรือว่าจัดยังไง คือใจของเราก็อยากโชว์อยู่แล้ว แต่ว่าความใหญ่ก็คือคุณแม่คุณพ่อจัดการ เอาจริงๆ ผมเป็นคนที่เรียบง่ายมากนะ ไม่ได้อยากให้มันใหญ่มาก แต่พอมีพ่อแม่มาช่วยดู ก็ออกมาอย่างที่เห็นครับ ใหญ่มาก (หัวเราะ)

มีทั้งอาจารย์เฉลิมชัย และศาสตราจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์มาช่วยดูแลการจัดนิทรรศการรู้สึกอย่างไรบ้าง

คือมันก็เป็นเรื่องดีนะครับ ที่เรามีมืออาชีพมาช่วยดูงานแต่ละส่วน พ่อผมก็วางใจให้ตัดสินใจเองหลายเรื่อง แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่เราจะกดดัน เพราะเหมือนมีผมคนเดียวที่เป็นมือสมัครเล่นในงานนี้

ผลงานที่นำมาจัดแสดง มีอะไรที่คุณอยากนำเสนอเป็นพิเศษไหม

ก็ทั้งหมดนั่นล่ะครับ คือผมจะแบ่งเป็นโซนภาพวาด กับโซนแท็บเล็ต ตัวภาพวาดทั้งหมดนี้ผมวาดสะสมมาตลอด 2 ปี ก็ประมาณ 40 กว่าภาพ รายได้จากการขายภาพ ผมจะเอาไปบริจาคให้ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วย

ส่วนโซนแท็บเล็ตจะฉายคลิปวิดิโอที่ผมใช้เวลาเป็นปีรวบรวมมา มันจะมีทั้งหมดประมาณ 600 กว่าคลิป เอามาฉายผ่านแท็บเล็ต 60 เครื่อง ส่วนนี้ผมอยากจำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของผมที่มันไม่มีอะไรมากไปกว่าหน้าต่างเล็กๆ อันเดียว ผมอยู่กับแท็บเล็ตทุกวัน พวกนี้มันจะ reflex อยู่ในงานของผมด้วยใครมาดูจะเห็นว่าทุกงานที่ผมวาดมันจะมีกรอบ เวลาคุณมองก็จะเห็นภาพวาดของผมผ่านกรอบหมดเลย

ใจผมนะ คิดว่าชีวิตเรามันกลายเป็นสี่เหลี่ยมไปหมดแล้ว หน้าจอทีวี หน้าจอมือถือเรา มันก็กลายเป็นประตูบ้าน เป็นหน้าต่าง พาเราไปเจออะไรเยอะแยะมาก ถึงมันจะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม แต่ไอ้สี่เหลี่ยมพวกนี้มันก็พาเราไปอีกโลกนึงได้ พาเราไปเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นอีกได้

แล้วทำไมถึงต้องเป็นแท็บเล็ต

คือตอนแรกผมได้คลิปมาก่อน ก็ตั้งใจว่าจะแสดงบนทีวีนะ งบมันก็จะถูกกว่านี้เยอะ แต่ที่สุดท้ายเลือกเป็นแท็บเล็ตเพราะจะได้เอาไปใช้ต่อ จบงานนี้ผมจะเอาแท็บเล็ตไปบริจาคให้กับโรงเรียนในเชียงราย ผมมองว่าแทนที่จะบริจาคเงิน เราบริจาคแท็บเล็ตที่มันเอาไปใช้เรียนต่อได้น่าจะดีกว่า

คลิปวิดิโอต่างๆ คุณได้มาจากไหน

ผมก็ขอมาจากเพื่อนๆ ของผมนี่แหละ ผมมีเพื่อนต่างชาติเยอะ บางคนเราพอรู้ชีวิตเขา คนไหนน่าสนใจเราก็ติดต่อไปว่าช่วยถ่ายมาให้หน่อย อย่างมีเพื่อนคนนึง คนนี้ผมรู้จักเพราะเขาเป็น artist เหมือนกัน เขาชอบวาดพวกรูปการ์ตูนอะไรอย่างนี้ ชีวิตจริงเขาเป็นคนเลี้ยงกวาง กวางที่เอาไว้แสดงโชว์ หรือแสดงหนังน่ะครับ บ้านเขาก็จะเต็มไปด้วยกวางนอนกันเต็มไปหมด ผมก็ขอให้เขาถ่ายวิดิโอมาให้ ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นคนรู้จักผมหมด  ทั้งกลุ่มที่ชอบเอลวิส ชอบวาดรูป ชอบเล่นเกม เพื่อนในวงการหนัง หรือพวกนักเขียนบทอะไรอย่างนี้ ผมก็ขอเขามา

เหมือนกับเราจะได้ผ่านเข้าไปเห็นสังคมของคุณเลย

ใช่ครับ สังคมผม มันคืองานที่สะท้อนตัวตนของผมทั้งหมด

คุณได้คลิปเหล่านี้มาฟรีๆ เลยหรือเปล่า

แลกด้วยภาพวาดครับ ในงานมันจะมีโซนนึง เป็นภาพสเก็ตที่ผมหนีบๆ ไว้เต็มผนัง มันจะเป็นภาพที่บางคนผมวาดเป็นการแลกเปลี่ยน บางคนผมก็วาดให้เป็นของขวัญเฉยๆ อย่างเพื่อนที่เขาทำงานบนเรือขนส่ง คือส่วนใหญ่เขาจะทำงานข้ามน้ำข้ามทะเล เวลาจะส่งคลิปมาเขาต้องนอนหลับทั้งคืนเพื่อส่งวิดิโอ 20 mb มาให้ เราก็รู้สึกผิดไง ก็เลยวาดรูปเพื่อตอบแทนเขา แต่ผมไม่ได้วาดแค่รูปคนนะ มันมีรูปสัตว์ด้วย ในอินเทอเน็ตหลายๆ คนเขาจะไม่โชว์หน้าตากันใช่ไหม ผมก็เลยวาดจากรูปโปรไฟล์ของเขาแทน

มีนิทรรศการที่สะท้อนตัวตนขนาดนี้ คิดว่าตัวเองกลายเป็นศิลปินเต็มตัวแล้วหรือยัง

ผมไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินนะ แต่อยากเป็นคนสร้างงานศิลปะมากกว่า ผมว่าอีกนานเลยกว่าจะเป็นศิลปินได้ เพราะว่าศิลปินมันต้องคอนโทรลตัวเองได้มากกว่านี้ ผมว่าผมยังมีติดลิมิตบางอย่างอยู่ บางอย่างมันยังอยู่ในกรอบ ผมว่าถ้าเป็นศิลปินที่เจ๋งๆ มันต้องสามารถออกมาจากกรอบนั้นได้ ของพวกนี้มันใช้เวลาครับ ต้องใช้เวลาอีกเยอะกว่าจะต้องถอดตัวเองออกมาได้

กดดันไหมกับการเลือกทำอาชีพศิลปิน ในขณะที่พ่อของคุณเป็นศิลปินแห่งชาติ

เด็กทุกคนที่มีพ่อแม่เป็นคนดังก็คงรู้สึกคล้ายๆ กัน รู้สึกว่าตั้งแต่เราเกิดมา มันก็มีมาตรฐานบางอย่างวางไว้ตลอด เป็นมาตรฐานที่โคตรสูง ที่อยู่ในบ้านเดียวกันกับเรา มีหลายคนมาบอกผมว่า ต้องเก่งกว่าพ่อนะ ต้องมากกว่าพ่อให้ได้นะ มันก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะว่าต้องกดดัน

คาดหวังให้คนที่มาเดินในงานนิทรรศการนี้ได้อะไรกลับไป

ก็แล้วแต่นะ คือมันมากกว่าแค่อยากให้คนเข้าใจว่าคอนเส็ปงานเป็นแบบนี้ ผมพยายามมากๆ เลย ที่จะไม่จำกัดความรู้สึกของคนที่มาดู ไม่อยากไปกำหนดกรอบให้เขาเชื่อตาม งานนี้ผมพยายามทำทุกอย่างให้มันง่าย อย่างคอนเส็ปงานมันก็เป็นอะไรที่คนยุคนี้เขา experience กันมาอยู่แล้ว ภาพที่ผมทำมันก็ไม่ได้ abstract เข้าใจยากแบบเข้ามาแล้วต้องดื่มไวน์ดู ผมหวังว่าเขาจะได้ไอเดียอะไรกลับไปบ้างนั่นล่ะ แต่จะไม่บอกหรอกว่ามันต้องรู้สึกยังไง

รู้สึกอย่างไรบ้างหลังงานนี้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

ผมกลัวมากเลยนะ กลัวความใหญ่ของมัน แต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพราะว่ามันก็ยังเรียบง่ายตามสไตล์ของผม ตอนออกแบบแรกๆ มันใหญ่และซับซ้อนมากเลย ก็ภูมิใจครับ มั่นใจที่ได้โชว์ ต้องขอบคุณที่เรามีทีมที่ดี ถ้าไม่มีทีมนี้ผมว่ามันไม่จบเกมแน่ๆ

คิดว่าตัวเองก้าวออกจากชื่อ ‘ลูกชายของศิลปินแห่งชาติ’ ได้หรือยัง

อันนั้นมันก็ยังติดตัวเราไปตลอดเวลานั่นล่ะ การเป็นลูก เราจะไปหนีมันได้ยังไง แต่ผมเชื่อว่าคนเรามันเกิดมาไม่เหมือนกันหรอก ไม่มีทางเหมือน เราก็ต้องหาข้อดีที่ตัวเรามี ไม่ใช่ว่าจะไปหาแต่ข้อไม่ดี แล้วก็มาลงกับตัวเอง ทำให้ตัวเองไม่กล้าทำอะไร มันไม่มีประโยชน์

ตัวผมเองก็ชัดเจนแล้วว่าต่อจากนี้ผมก็อยากจะเป็นคนที่ทำงานศิลปะไปตลอด ไม่ต้องเป็นงาน fine art อย่างเดียวก็ได้ อยากทำงานศิลปะหลายๆ อย่าง ทำหนังด้วย อันนี้มันเป็นสิ่งที่ผมถนัด และไม่เหมือนพ่อแน่ๆ ผมอยากเอางานของผมที่ทำ ทำจากประเทศไทยนี่ล่ะ ไปแสดงในต่างประเทศ ให้เขาเห็นว่าความเป็นอยู่ของคนๆ หนึ่ง ที่เกิดและเติบโตจากประเทศนี้มันเป็นยังไง ก็อยากไปให้ถึงตรงนั้นครับ

เชิญชวนให้คนมางานนิทรรศการครั้งนี้หน่อย

ก็ Maya Art Exhibition นะครับ ผมก็อยากจะให้คนหลายๆ คนที่มีเวลาว่าง มาดูงานผม ผมพยายามมากๆ เลย ที่จะทำให้มันตื่นเต้น เพราะว่าผมเห็นในประเทศไทยไม่ค่อยมีงานศิลปะที่มันลงทุนกับเทคโนโลยีขนาดนี้ ผมก็หวังว่าคนทั่วไปก็จะได้รู้จักไอเดียใหม่ๆ เป็นความเข้าใจใหม่ๆ ในโลกของศิลปะ แล้วก็คอนเส็ปงานของผมด้วย หรือจะรู้จักผมมากขึ้นด้วยก็ดีครับ (หัวเราะ)

 

 

งานนิทรรศการ “มายา” จะเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมตั้งแต่วันนี้-วันที่ 14 ตุลาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. (วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เปิดถึง 21.00 น.) ณ Bowen Hall ล้ง 1919 โดยระหว่างวันที่ 4-13 ตุลาคม 2562 ยังมีกิจกรรมพิเศษ “​MAYA Talk” ที่อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จะเปิดให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมฟังได้ฟรี (รับจำนวนจำกัด) อีกด้วย

 

 

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...