Advertisement

SHARE

“ฉันคิดว่าเราไม่ได้อยู่ในแคนซัสแล้วนะ” หากใครเคยดูหนังคลาสสิคเรื่อง The Wizard of Oz (1939) น่าจะจำบทพูดคลาสสิคนี้ได้ดีที่ โดโรธี (จูดี้ การ์แลนด์) เด็กน้อยสาวบ้านไร่ในโลกสีขาวดำกล่าวขึ้น หลังจากถูกพายุพลัดปลิวจนหลงเข้ามาในโลกอันเปี่ยมสีสันของพ่อมดออซ ประโยคดังกล่าวกลายเป็นวรรคจำและมักถูกนำไปใช้ในหนังหลายๆ เรื่องซึ่งว่าด้วยตัวละครที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในที่ๆ ไม่คุ้นชิน

ประโยคดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับ Midsommar ได้เช่นกัน ซึ่งว่าด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวอเมริกันที่เดินทางไปยังฮาร์กา หมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งในประเทศสวีเดน และช่วงนั้นเหล่าชาวบ้านกำลังจะประกอบพิธีสำคัญที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปีพอดี การเข้ามาอยู่ในดินแดนซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากที่ตัวละคร (และคนดู) เคยรับรู้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการรำลักถึงบรรพบุรุษ การเลือกคู่ การสมสู่ การบูชายัญ การเต้นรำเลือกราชินี และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญฮาร์กาไม่มีเวลากลางคืน จะมีแต่แสงแดดสาดส่องทั้งวัน นำมาซึ่งประสบการณ์สุดเหวอ ชวนหลอกหลอน และจะทำให้พวกเขาจำไปจนวันตาย

Midsommar เป็นผลงานการกำกับของ แอริ แอสเตอร์ ผู้สร้างชื่อจาก Hereditary (2018) หนังครอบครัวสุดหลอนที่เข้าฉายเมื่อปีก่อน จากหนังเล็กๆ ที่เข้าฉายโดยไม่มีใครคาดหวัง จู่ๆ ก็สร้างความเขย่าขวัญจนคนดูขนหัวลุกไปโลก และเมื่อเขากลับมาพร้อมหนังเรื่องใหม่ คราวนี้หลายคนย่อมตั้งความคาดหวังว่า จะได้พบความสยดสยองที่ถึงพริกถึงขิงในระดับเดียวกัน แต่ด้วยหน้าหนังอาจชวนให้คิดว่านี่คือหนังผี จริงๆ แล้ว Midsommar ห่างไกลจากความเป็นหนังสยองขวัญโดยสิ้นเชิง จริงอยู่ว่าหนังนำเสนอให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของผู้คนและสถานที่ กระตุกอารมณ์คนดูด้วยฉากชวนช็อค มีความรุนแรงติดเรต และมีคนเลือดตกยางออก แต่จุดประสงค์สำคัญของเรื่องไม่ได้ต้องการทำให้คนดูออกจากโรงด้วยความหวาดกลัว หากใครที่ดู Hereditary แล้วคาดหวังว่าหนังจะมอบอารมณ์ดังกล่าวให้ อาจจะผิดหวังถึงขั้นชิงชัง

Midsommar อุดมไปด้วยความเหวอ เหวอในสิ่งที่คนที่มองโลกด้วยแว่นของความศิวิไลซ์อาจเข้าไม่ถึง เหวอในความแปลกประหลาดของความต่างวัฒนธรรมที่เราไม่คุ้นชิน เมื่อตลอดทั้งเรื่อง เราจะพบกับบรรดาชาวเผ่าที่กระทำในสิ่งที่คนในโลกยุค 4.0 หรือยุค 5G อาจรับไม่ได้ ทั้งเรื่องการทำเสน่ห์ การสืบพันธุ์ การยอมตายเมื่อถึงวาระ บางทีคนดูอาจเหวอจนหัวเราะออกมาด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งที่สำหรับตัวละครชาวพื้นเมืองในเรื่องแล้ว มันเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา นี่คือวัฒนธรรมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติมานานหลายร้อยปี ประเพณีและวัฒนธรรมดังกล่าว ไม่ได้ใส่เข้ามาแบบส่งๆ เพราะ แอสเตอร์ เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าในแถบสแกนดิเนเวียมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะทำหนังเรื่อง Hereditary เสียอีก เพื่อถ่ายทอดทุกอย่างออกมาเป็นหมู่บ้านฮาร์กา ชุมชนลึกลับในสวีเดนที่เต็มไปด้วยอักขระตัวอักษรที่อ่านไม่ออก รูปภาพประหลาดแฝงนัยบางอย่าง ผู้คนใช้ชีวิตด้วยการสืบทอดประเพณีแปลกประหลาด และอาจดูป่าเถื่อนไร้อารยะในสายตาใครต่อใคร ให้สั่นคลอนสภาพจิตใจของคนดูอย่างหนักหน่วง

นอกจากความชวนเหวอของตัวหนังแล้ว สิ่งที่ส่งเสริมความเหวอมากยิ่งขึ้นก็คือเสียงหัวเราะของคนดูในหลายๆ ฉากที่ชวนให้อ้าปากค้าและร้อง “นี่มันบ้าอะไรกัน” แสดงให้เห็นว่า คนดูเองก็มองโลกอันเร้นลับแห่งนี้ด้วยแว่นตาแบบเดียวกันกับตัวละคร แต่อาจจะต่างกับตัวละครในเรื่องตรงที่ เรายังสามารถหัวเราะได้ เพราะตัวเราเองไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น และอดคิดไม่ได้ว่าหากสถานการณ์กลับกัน เราจะยังหัวเราะให้กับความเหวอเหล่านั้นออกหรือไม่

ดังที่กล่าวไป หากใครคาดหวังว่า Midsommar จะมอบความสยองให้ถึงขีดสุดแบบเดียวกับ Hereditary คุณอาจจะออกจากโรงด้วยความผิดหวัง หากใครรู้สึกชิงชังหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะหนังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนดูเกิดความชื่นชอบแบบเดียวกับหนังทั่วๆ ไปที่เราคุ้นชิน มันอาจไม่เหมาะกับคนที่อยากเข้าโรงหนังไปเพื่อเก็บเกี่ยวความประทับใจ หรืออารมณ์ด้านบวก แต่หนังเรื่องนี้ออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้คนเกิดความรู้สึกคลื่นเหียน รู้สึกไม่สบายอกไม่สบายใจ และรู้สึกถึงความปั่นป่วนทางจิตประสาท และถ้าระหว่างดูคุณรู้สึกเช่นนั้นล่ะก็ แสดงว่าหนังมันทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยมแล้ว 

ถ้าคุณเบื่อหน่ายจากการดูหนังแนวเดิมๆ ที่สามารถพบเห็นกันได้ทั่วไปทั้งในโรงภาพยนตร์และเว็บสตรีมมิ่ง แล้วอยากขยายรสนิยมของตัวเองให้กว้างขวางขึ้น อยากลองสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ได้หลงเข้าไปติดอยู่ในโลกอันแปลกประหลาดแบบเดียวกับตัวละคร Midsommar คือหนังที่คุณไม่ควรพลาด

บทความโดย ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...