นักดาราศาสตร์ออสเตรเลียพบวัตถุปริศนาบนทางช้างเผือก ปล่อยพลังงานเป็นจังหวะทุก 18.18 นาที แบบที่ไม่เคยเห็นวัตถุใดทำแบบนี้มาก่อน ยอมรับตอนแรกคิดว่าเป็นการส่งสัญญาณจากเอเลี่ยน
วันที่ 27 ม.ค. 2565 ศูนย์วิจัยดาราศาสตร์วิทยุนานาชาติ (ICRAR) ซึ่งตั้งอยู่ในออสเตรเลีย เปิดเผยถึงการค้นพบวัตถุปริศนาในทางช้างเผือก ซึ่งนักดาราศาสตร์ไม่เคยเห็นวัตถุใดมีลักษณะนี้มาก่อน
ดร.นาตาชา เฮอลีย์-วอล์กเกอร์ นักดาราศาสตร์ หัวหน้าทีมศึกษาวัตถุลึกลับนี้เปิดเผยว่า วัตถุดังกล่าวถูกไทรอน โอ โดเฮอร์ตี นักศึกษาคนหนึ่งค้นพบโดยบังเอิญ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4,000 ปีแสง ซึ่งลักษณะของวัตถุนี้มีความโดดเด่นตรงที่มันปล่อยพลังงานทุก 18.18 นาที แตกต่างจากดาวหรือปรากฎการณ์อื่นๆ ในอวกาศ
#breaking A team mapping radio waves has discovered something unusual that releases a giant burst of energy three times an hour, & it’s unlike anything astronomers have seen before. https://t.co/PSfpzi6oMM @CurtinMedia @CurtinUni @ColourfulCosmos @Nature @PawseyCentre @CSIRO_ATNF pic.twitter.com/uipt9rGgfC
— ICRAR (@ICRAR) January 26, 2022
ทีมนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ตามปกติแล้วการพบวัตถุลักษณะนี้ในอวกาศไม่ใช่เรื่องแปลก แต่โดยทั่วไปจะพบเพียง 2 ลักษณะ ในกรณีแรกคือซูเปอร์โนวา ที่จะเปล่งแสงในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือนก่อนจะหายไป ขณะที่อีกรูปแบบคือบรรดาดาวนิวตรอนต่างๆ เช่น พัลซาร์ ที่เราจะเห็นมันกะพริบในระดับวินาทีหรือมิลลิวินาทีเท่านั้น
นอกจากนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า วัตถุดังกล่าวน่าจะมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ แต่มีความสว่างกว่า และยังมีสนามแม่เหล็กรุนแรงอีกด้วย
ดร.นาตาชาระบุว่า จากการคำนวณโดยหลักคณิตศาสตร์ เป็นไปไม่ได้เลยที่วัตถุดังกล่าวจะปล่อยพลังงานออกมาได้ในลักษณะนี้ พร้อมทั้งยอมรับว่า ในตอนแรกทีมนักวิทยาศาสตร์ถึงกับตั้งสมมุติฐานว่า นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณจากเอเลี่ยนด้วยซ้ำ แต่จากการศึกษาเพิ่มเติมโดยอาศัยคลื่นความถี่ พบว่าสัญญาณที่ปล่อยออกมาน่าจะเป็นกลไกทางธรรมชาติมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมวิจัยวัตถุนี้ยอมรับว่า การค้นพบวัตถุปริศนาดังกล่าวเป็นเรื่องน่าขนลุกสำหรับแวดวงดาราศาสตร์ เพราะนี่คือสิ่งที่มนุษยชาติไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้ ทีมวิจัยยืนยันว่า จะยังคงศึกษาวัตถุลึกลับนี้ต่อไป โดยตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่า อาจเป็นดาวแคระขาว (white dwarf) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการสุดท้ายของดาวฤกษ์