Advertisement

SHARE

จากเทรนด์โลกยานยนต์ที่กำลังปรับตัวเข้าสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ นอกจาก Tesla ของ อีลอน มัสก์ ที่เป็นผู้ปฏิวัติวงการแล้ว ยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือ NIO

จากบริษัทที่เกือบจะล้มละลายเมื่อต้นปีที่แล้ว ตอนนี้ได้ผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ ทั้งในตลาดจีนและตลาดโลก จนได้ชื่อว่าเป็น เทสลาแห่งจีน

ทีมงาน workpointTODAY จะขอเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับค่ายรถยนต์นี้ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเป็นบริษัทที่น่าจับตามองอย่างมาก

NIO ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย วิลเลียม ลี ชายที่สื่อยกให้เป็น อีลอน มัสก์ ของประเทศจีน ภายหลังจากเปิดตัวไม่นาน ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Tencent และ Baidu เข้ามาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในสตาร์ทอัพแห่งนี้

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ NIO ถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน มาจากการที่รัฐบาลจีนประกาศแผนปฏิรูปภาคการผลิตของประเทศ โดยมุ่งหวังจะเปลี่ยนตัวเองจากแหล่งผลิตสินค้าราคาถูก มาเป็นเป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทค 10 ประเภท และ 1 ประเภทสินค้าที่รัฐบาลให้การสนับสนุนคือ รถยนต์ไฟฟ้า

แต่พอเริ่มเข้าสู่การผลิตและการขายจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นสตาร์ตอัพที่ระดมทุนจากบริษัทใหญ่ได้สำเร็จ ในโครงการที่รัฐบาลออกนโยบายมาสนับสนุน แต่พวกเขาก็หนีไม่พ้นจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในปี 2018 จนเอาตัวเกือบไม่รอด

ผลกระทบจากความเสียหายนี้ ทำให้ในปี 2019 ยอดขายรถของ NIO ลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางการตลาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบ 25% ขณะที่มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น จนทำให้ NIO ต้องปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ถึง 2,000 ตำแหนงในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนั้น

จากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่เคยไต่ไปอยู่จุดสูงสุดที่ 6.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น กลับปรับตัวลงจนมีมูลค่าต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในเดือนกันยายน 2019 

ปัญหาที่เข้ามารุมเร้าจากปีก่อน ทำให้ในช่วงต้นปี 2020 บริษัทประสบปัญหาด้านการเงิน เริ่มจ่ายค่าจ้างพนักงานไม่ตรงเวลา เนื่องจากหมุนเงินไม่ทัน มิหนำซ้ำยังมีวิกฤตโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม จนถึงขั้นใกล้ล้มละลายมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจาก NIO สามารถระดมทุนจากกลุ่มทุนในระดับท้องถิ่นของจีนได้เพิ่ม เป็นจำนวนเงินมูลค่า 7,000 ล้านหยวน หรือราว 30,000 ล้านบาท ทำให้พ้นจากสภาวะที่ยากลำบากในช่วงนั้นมาได้

การที่เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังรับมือกับการระบาดระลอกแรกของโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ ทำให้ NIO เริ่มตั้งตัวได้อีกครั้ง จากที่ไตรมาสแรกของปีขายรถยนต์ไฟฟ้าได้เพียง 3,838 คัน ขยับขึ้นมาทำยอดขายได้ถึง 10,331 คัน ในไตรมาสที่ 2

นอกจากการที่เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวแล้ว NIO ยังได้อานิสงค์จากกระแสของ Tesla ทำให้นักลงทุนจำนวนมากมองหาโอกาสในบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าอื่น โดยเฉพาะ NIO ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวมาเป็นคู่แข่งของ Tesla ในอนาคต 

แม้ว่าในยุคนี้จะมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ NIO แตกต่างจากเจ้าอื่น คือระบบแบตเตอรี่ ที่เป็นนวัตกรรมของบริษัท

โดยนอกจากจะเติมพลังงานด้วยการชาร์จแบตเตอรี่เหมือนกับรถยนต์แบรนด์อื่นได้แล้ว NIO ยังเลือกที่จะใช้วิธีให้ลูกค้า “สลับ” แบตเตอรี่แทน จากที่ปกติเจ้าของรถจะต้องนำสายไฟจากแท่นชาร์จเข้ามาเสียบ และรอจนกระทั่งแบตเตอรี่เต็ม ซึ่งอาจกินเวลาประมาณหนึ่ง NIO เลือกที่จะพัฒนา “สถานีสลับแบตเตอรี่” ขึ้นมาเพื่อให้บริการที่ใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น 

ลูกค้าเพียงขับรถที่แบตเตอรี่ใกล้หมด ไปยังสถานีที่มีอยู่กว่า 135 แห่ง ใน 59 เมืองของจีน ระบบจะทำการถอดแบตเตอรี่ลูกเก่าออก เพื่อนำไปชาร์จไว้รอเปลี่ยนให้รถคันต่อๆ มาที่จะเข้ามาใช้บริการ และรถที่ถอดแบตเตอรี่ออกไปก็จะได้แบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้เต็มแล้วเข้ามาแทน

ในอนาคต รัฐบาลจีนวางแผนว่าจะสนับสนุนการใช้ระบบสลับแบตเตอรี่ดังที่กล่าวมา โดยกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละแบรนด์ใช้แบตเตอรี่ชนิดที่นำไปเปลี่ยนที่สถานีได้ทั้งหมด 

นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบนี้ยังมีข้อดีอีกอย่าง ก็คือการที่ NIO ไม่จำเป็นต้องขายรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่อีกต่อไป โดยลูกค้าสามารถเลือกที่ใช้บริการ “เช่า” แบตเตอรี่ได้ ด้วยการสมัครเป็นแพคเกจรายเดือน 

แทนที่จะมาเสียเงินซื้อแบตเตอรี่ที่มีราคาแพงหลายแสนพร้อมกับรถ ที่พอขับไปได้พักหนึ่งก็อาจจะต้องมาสลับเป็นแบตเตอรี่ลูกอื่นอยู่ดี NIO ได้เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าเปลี่ยนมาซื้อเฉพาะตัวรถอย่างเดียว และใช้บริการเช่าแบตเตอรี่แทน 

ในระบบนี้ ผู้ผลิตสามารถตัดราคาขายในส่วนของแบตเตอรี่ออกไป ทำให้รถมีราคาถูกลง ขณะที่ผู้ใช้งานเองก็สามารถเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงกว่าในอนาคตได้เช่นกัน

หลังผ่านพ้นวิกฤตมาได้ NIO กลับมาทำยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนส่งมอบรถยนต์ในแต่ละไตรมาสของปี 2020 ด้านล่างนี้

Q1: 3,838 คัน

Q2: 10,331 คัน

Q3: 12,206 คัน

Q4: 17,353 คัน

จากยอดรวมข้างต้น ทำให้ NIO มียอดส่งมอบรถยนต์ตลอดปี 2020 อยู่ที่ 43,728 คัน เพิ่มขึ้นจาก 20,565 คันในปี 2019 เป็นสัดส่วนกว่า 110%

ผลจากการสนับสนุนของรัฐ กระแสการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า และบริการสลับแบตเตอรี่ ทำให้ NIO ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าเป็นอันดับที่ 4 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ Tesla, Toyota และ Volkswagen เท่านั้น

ขณะนี้ NIO ยังให้บริการอยู่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่หากยังคงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้อยู่ เมื่อถึงเวลานั้น “จีนแผ่นดินใหญ่” อาจจะเล็กเกินไปสำหรับพวกเขาก็เป็นได้

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...