Advertisement

SHARE

วันนี้ใครเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า แล้วเห็นท้องฟ้าสีฟ้าบ้าง?

 
อย่าว่าแต่ท้องฟ้าเลย แค่เมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า เรามีโอกาสได้เห็นบ้างหรือเปล่า
 
สำหรับคนที่อยู่ในจังหวัดที่ยังเห็นท้องฟ้าสีฟ้าอยู่ คุณโชคดีมากๆแล้ว แต่กับคนหลายๆจังหวัด เชื่อเถอะว่าท้องฟ้ามีแค่ฝุ่นควันปกคลุม มีแดดก็จริง แต่ไม่เห็นท้องฟ้า
 
ในช่วงสุดสัปดาห์เสาร์อาทิตย์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในห้างสรรพสินค้าคืออะไรเดาได้ไหมครับ? เดาได้ไม่ยากเลย มันคือเครื่องฟอกอากาศ หลายๆห้าง เอามาตั้งบู้ทวางขายกันเป็นสินค้า Best Seller และมันก็ขายดีจริงๆ ผู้คนควักเงินจ่าย หิ้วกลับบ้านกันแบบไม่เสียดายเงินเลย
 
ในเมื่อทุกคนไม่รู้ว่าปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 จะถูกแก้ไขได้อย่างไร สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน อย่างน้อยใช้เครื่องฟอกอากาศที่บ้านคอยดักจับฝุ่น PM 2.5 กันไป
 
ข้างนอกฝุ่นเยอะ เราทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยในบ้านขอให้ได้สูดอากาศบริสุทธิ์สักนิดก็ยังดี
 
สิ่งที่ผมรู้สึกสลดใจคืออะไรรู้ไหมครับ มันคือการที่ประชาชนไม่รู้จะต้องทำอย่างไรแล้ว สื่อมวลชนเสนอข่าวประโคมหนักก็แล้ว เสนอข่าวรายวันก็แล้ว แต่ยังไม่มีคนของภาครัฐมองว่า เรื่องนี้ต้องเป็นปัญหาเร่งด่วน วาระสำคัญอันดับ 1 ที่ต้องหยิบมาร่างกฎหมายกันเลย ว่าทำอย่างไรถึงจะลดฝุ่น PM 2.5 ได้
 
ทำไมรัฐบาลไม่บอกอะไรสักอย่าง ว่าประชาชนต้องทำอย่างไร แล้วรัฐบาลมีมาตรการอะไรที่เตรียมจะแก้ไขบ้าง?
 
————————————————–
 
ช่วงปีที่แล้ว เราได้รู้จักสาวน้อยที่ชื่อเกรต้า ธันเบิร์ก เด็กมัธยมชาวสวีเดน ที่กลายเป็นไอคอนของเด็กวัยรุ่นทั่วโลก โดยเธอรณรงค์ให้หยุดเรียนทุกวันศุกร์ เพื่อประท้วงภาครัฐที่ไม่ยอมใส่ใจนโยบายลดโลกร้อน
 
ความพยายามของเธอกลายเป็นแรงผลักดันให้เด็กคนอื่นๆทำตามอย่างเธอ และเป็นอิมแพ็กต์ไปทั่วทั้งโลกเริ่มจากสวีเดน ไปประเทศอื่นในยุโรป มาเอเชีย ออสเตรเลีย ข้ามไปถึงฝั่งอเมริกา
 
เด็กวัยรุ่นเขาคิดนะครับ ว่าโลกยุคต่อไปมันเป็นยุคที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตบนโลกนี้ แล้วทำไมรุ่นผู้ใหญ่ถึงทำลายธรรมชาติกันอย่างง่ายดาย และปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จนภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นทั่วโลก สุดท้ายก็จะเหลือแต่ธรรมชาติที่เสื่อมโทรมให้พวกเขาเอาไว้ใช้เมื่อเติบโตขึ้น
 
ผมเองมีลูกสาวหนึ่งคนวัย 5 เดือนตอนนี้ แต่ละวันเราไม่กล้าให้เขาออกนอกบ้านเลย เมื่อเห็นสภาพอากาศ PM 2.5 แบบนี้ เพราะออกไปเขาจะไปเจอฝุ่นพิษแบบไหนก็ไม่รู้
 
ลองคิดดูว่าเด็กยุคนี้ โชคร้ายกว่าเราแค่ไหน ที่ไม่ได้ออกไปเจออากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน แต่ต้องใช้ชีวิตแต่ในบ้าน พอจะออกทีก็ต้องระวังที ไม่ได้ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจเหมือนที่ผู้ใหญ่อย่างเราเคยประสบมา
 
ถามว่าทำไมเขาต้องเกิดมาเจออะไรแบบนี้? ทำไมไม่เกิดมาแล้วอากาศดีๆ เจอธรรมชาติดีๆที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่สร้างเอาไว้ให้เขา มันควรจะเป็นแบบนั้นมากกว่าหรือเปล่า
 
————————————————–
 
ประเด็น PM 2.5 ไม่ได้เกิดขึ้นวันแรก แต่มันเป็นข่าวใหญ่มา 2 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครมองว่ามันเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องออกกฎหมายทันที คือกลายเป็นว่าคนไทยเองเมื่อไม่เห็นว่ารัฐจะจัดการอะไรได้ ก็ได้แต่ปล่อยวางกันไป รับสภาพไปแบบที่ควรจะเป็น หาวิธีเอาชีวิตรอดกันเองในแต่ละวัน
 
3 ธันวาคม 2562 มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางป้องกัน และแก้ไข PM 2.5 โดยสภาผู้แทนราษฏรเชิญตัวแทนจาก กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารภัย (ปภ.) ไปร่วมชี้แจง
 
ปรากฏว่า ปภ. ระบุว่ากรณีของ PM 2.5 ยังไม่ถือเป็นภัยธรรมชาติ และประชาชนก็ไม่ได้เข้าข่ายอยู่ในพื้นที่ประสบภัย โดยให้เหตุผลว่า PM 2.5 ไม่เหมือนน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือแผ่นดินไหว แต่กรณีภัยจากฝุ่น หากราชการทำการป้องกันใดๆ อาจถูกฟ้องกลับได้ เช่น ไปสั่งให้คนหยุดเผาไร่อ้อย หยุดโรงงานที่ปล่อยมลพิษ แบบนี้ไม่สามารถทำได้
 
ในวันที่ 20 ธันวาคม 2562 ปภ. มีการประชุมประจำเดือน ก็น่าสนใจว่าพวกเขาจะมองเรื่อง PM 2.5 เป็นวาระจริงจังแค่ไหน ปรากฏว่า ผลการประชุมสรุปคือ
 
วิธีแก้ไขของภาครัฐคือไรรู้ไหมครับ เอกสารรายงานการประชุมบอกแบบนี้ครับ “ให้สำนักงาน ปภ.จังหวัด คิดการแก้ไข PM 2.5 ในเชิงรุกในด้านจิตวิทยา เช่นการรณรงค์ให้ทำความสะอาดถนน แล้วนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัด”
 
วิธีแก้ไขที่พวกเขาคิดคือ “ใช้วิธีเชิงรุกในด้านจิตวิทยา” แปลว่าอะไร? แปลว่า ไปกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวแล้วหันมาทำความสะอาดด้วยตัวเองไงล่ะ
 
นี่คือวิธีคิดของคนทำงานภาครัฐ ที่มองว่าปัญหาอากาศ และ PM 2.5 ยังเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะต้องเร่งร้อนรีบแก้ไขนัก
 
จริงๆเรื่องของการทำให้อากาศบริสุทธิ์ มันเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องถูกผลักดันเป็นกฎหมายกันแล้ว การรณรงค์ขอความร่วมมือมันไม่พอแล้ว มันต้องใช้พลังที่มากกว่านั้น จากฝั่งรัฐ
 
ที่อังกฤษ มีกฎหมายอากาศสะอาด หรือ Clean Air Act ตั้งแต่ปี 1956 และมีฉบับใหม่ในปี 1993 ที่อังกฤษคือเห็นความสำคัญเรื่องของอากาศมาตั้งแต่เกินกว่า 60 ปีที่แล้ว ส่วนที่สหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย Clean Air Act ตั้งแต่ปี 1970, นิวซีแลนด์มีปี 1972
 
ส่วนที่ใกล้บ้านเรา สิงคโปร์ มีกฎหมาย Clean Air Act ตั้งแต่ปี 1971
 
ไทยเราอาจจะเริ่มต้นช้ากว่าที่อื่นหลายสิบปี แต่ยังไม่สายที่จะมีกฎหมายป้องกันมลพิษทางอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
 
ที่สหรัฐฯ หลังจากออกกฎหมายแล้ว ทางรัฐบาลกลาง และมลรัฐต่างๆก็ออกกฎเกณฑ์ควบคุมการปล่อยก๊าซต่างๆจากโรงงานอุตสาหกรรม และควบคุมยานพาหนะ ที่ปล่อยมลพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
 
ซึ่งเมื่อออกกฎหมายแล้วนอกจากจะลดปริมาณมลพิษลงอย่างชัดเจนแล้ว ยังทำให้ประชาชนได้เข้าใจและรู้จักอันตรายของ PM 2.5 มากขึ้นด้วย
 
ส่วนประเทศไทยของเรา มีการคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าจะมีการผลักดันร่างกฎหมาย Clean Air Act แต่ก็ยังไม่ได้คืบหน้าอะไรเลย
 
อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษของประเทศไทย ได้อธิบายว่า ตอนนี้รัฐบาลมีการกำหนดให้ฝุ่น PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติแล้วก็จริง แต่ปัญหาคือ ไม่มีเจ้าภาพ หรือหน่วยงานหลักที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
 
“ทุกวันนี้ เราไม่มีกฎหมายที่จะจัดการมันโดยตรง นั่นหมายถึงเราไม่มีกลไก Check and Balance ที่มีประสิทธิภาพ เพราะเราส่งเสริมเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม”
 
โอเค รัฐบาลมองว่ามันเป็นปัญหานั่นล่ะ แต่ยังไม่คิดว่าสำคัญมากพอที่จะมีกฎหมายรองรับและจัดการปัญหานี้จริงๆ
 
————————————————–
 
ถ้าเราไปดูประเทศจีน ที่เคยมีฝุ่นพิษมากที่สุดลำดับต้นๆของโลก พวกเขาเองก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ
 
ในปี 2013 รัฐบาลประกาศสงครามกับฝุ่น PM 2.5 ออกกฎหมาย Blue Sky War ทำสงครามกับฝุ่น เพื่อทวงคืนท้องฟ้าสีครามกลับคืนมา
 
ซึ่งจนถึงวันนี้ ค่าฝุ่น PM 2.5 จากเดิมสูงเฉลี่ย 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันตัวเลขลดลงเหลือ 42 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นตัวเลขที่ ลดลงจากเดิมเกินครึ่งทีเดียว
 
ในปักกิ่งเมื่อก่อนต้องใส่หน้ากากกันฝุ่นตลอดเวลา ปัจจุบันประชาชนสามารถถอดหน้ากากได้แล้ว และเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าแล้วเสียที
 
สำหรับประเทศไทย ผมไปไล่อ่านข้อมูลการประชุมสภาในแต่ละวัน ดูว่าพวกเขามีการตระหนักเรื่อง PM 2.5 เป็นประเด็นเร่งด่วนหรือไม่
 
วันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา มีนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ตั้งกระทู้ถามเรื่อง PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาอ้อย และเผาพืชตามไร่นา แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญอะไร จบแล้วก็จบไป เพราะในวันเดียวกันนั้นรัฐสภามีเรื่องด่วน อย่างอื่นต้องทำมากกว่า
 
แน่นอน เราไม่ปฏิเสธว่าในประเทศไทย มีเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนเดือดเนื้อร้อนใจมากมาย
 
แต่เรื่อง PM 2.5 และฝุ่นพิษ ก็เป็นหนึ่งในนั้นแน่ๆ
 
วันนี้มีข่าว รมว.กระทรวงพลังงาน ประกาศมีแผนป้องกัน PM 2.5 ระยะสั้น 2 เดือน ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่แน่นอนสิ่งที่ประชาชนต้องการคือแผนระยะยาวที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้
 
เพราะถามว่าเราจะยอมให้เด็กรุ่นลูก รุ่นหลานของเราโตขึ้นมากับเครื่องฟอกอากาศแบบนี้งั้นหรือ?
 
เด็กๆไม่ควรได้อากาศบริสุทธิ์ในแต่ละวัน และวิ่งเล่นตามพื้นหญ้า ตามประสาเด็กๆทั่วไปอย่างงั้นหรือ
 
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ร่างกฎหมายอากาศสะอาด Clean Air Act ที่ประเทศอื่นใช้กันทั่วโลก จะถูกผลักดันให้ใช้ที่ไทยเสียที
 
จีนใช้เวลา 6 ปี กว่าอากาศที่ดีจะเริ่มผลิดอกออกผล ใช่ มันใช้เวลา แต่สุดท้ายความจริงจัง ก็ทำให้อากาศดีขึ้น
 
ไม่มีอะไรสายเกินไป แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้ แล้วเราจะได้เจออากาศดีวันไหน?
 
————————————————–
 
บทความโดย : วิศรุต สินพงศพร
LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...