Advertisement

SHARE

สมาคมโต้วาที มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford Union) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1823 ได้จัดการโต้วาทีในญัตติที่ว่า “This House Would Start A New Cold War With China” หรือ “เราควรเริ่มสงครามเย็นกับจีนรอบใหม่” เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา

อนาสตาเชีย หลิน นักแสดงชาวจีน-แคนาดา และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ได้รับเชิญให้ไปร่วมในการโต้วาทีครั้งนี้ด้วย โดยเธอทำหน้าที่เป็นฝ่ายเสนอญัตติ

 

 

หลินกล่าวว่า ก่อนที่เธอและครอบครัวจะอพยพมายังแคนาดาเมื่ออายุ 13 ปี สมัยเด็กๆ เธอมักถูกปลูกฝังด้วยความคิดที่ว่า ชาติตะวันตกพยายามทำลายและสร้างความอับอายให้จีนในสมัยศตวรรษที่ 19 และความคิดแบบนี้ยังคงเกิดขึ้นตลอดมา นอกจากนั้น การประท้วงของพระสงฆ์ในทิเบต สมาชิกลัทธิฝ่าหลุนกง และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ยังถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก หรือแม้แต่การประท้วงในฮ่องกงหรือไต้หวัน

เมื่อปี 2017 จีนประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่ระบุให้ องค์กรพัฒนาเอกชนของต่างประเทศต้องได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ของจีนก่อนที่จะสามารถดำเนินการในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เนื่องจากเกรงว่าองค์กรเหล่านี้อาจบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ หลินกล่าวว่า นั่นอาจเป็นเพราะรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนองค์กรหลายแห่งที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ในต่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ ผ่านกรมการประสานงานระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานกิจการชาวจีนในต่างประเทศ

เมื่อปี 2016 จีนประกาศแบนการพูดคุยเกี่ยวกับค่านิยมแบบตะวันตกและสิทธิมนุษยชนสากล ในหนังสือเรียน รวมถึงการพูดคุยเรื่องประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพรรคคอมมิวนิสต์มองค่านิยมและหลักการแบบตะวันตกว่าเป็นภัยต่ออุดมการณ์ของตน นอกจากนั้น จีนยังได้จัดตั้ง “สถาบันขงจื๊อ” องค์กรไม่แสวงผลกำไร เพื่อจัดตั้งหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจีนในมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยพรรคคอมมิวนิสต์ทำหน้าที่ควบคุมเจ้าหน้าที่และหลักสูตรทั้งหมด

นอกจากนั้น จีนยังควบคุมสื่อทางอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ทำให้สำนักข่าวทุกแห่งล้วนแต่เป็นของรัฐบาล รวมถึงอนุญาตให้ภาพยนตร์ต่างประเทศฉายในประเทศได้ปีละไม่กี่เรื่อง เพราะแม้แต่การ์ตูนอย่าง “Zootopia” ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามชวนเชื่อของตะวันตก

สื่อใหญ่ในตะวันตกอย่าง The New York Times, Washington Post, Wall Street Journal และ Telegraph ยังนำเสนอข่าวที่ซื้อมาจากสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ ขณะที่บริษัทใหญ่ของจีนเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุนกับบริษัทในฮอลลีวู้ด เช่นการซื้อกิจการเครือโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ในยุโรปและอเมริกา

นอกจากนั้น การระบาดของโควิด-19 คืออีกหนึ่งตัวอย่างว่าทำไมเราถึงมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์คือภัยคุกคาม หลังจากมีการพบผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อเดือนธันวาคม เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์พยายามปกปิดข่าวนี้ และเรียกตัวแพทย์ 8 คนที่เผยแพร่ข่าวนี้เข้าไปสอบสวนและแจ้งข้อหาเผยแพร่ข่าวลือ จีนพยายามปกปิดข่าวจนกระทั่งมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อรายแรกในต่างประเทศที่ประเทศไทย

สื่อตะวันตกยังคงรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตในจีน แต่นั่นก็อาจเชื่อไม่ได้ บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากในอู่ฮั่นยังคงเสี่ยงชีวิตเพื่อเปิดเผยความจริงในโซเชียลมีเดีย โรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วย แพทย์และพยาบาลติดเชื้อ ประชาชนไม่ได้รับการรักษาและหลายคนต้องเสียชีวิตที่บ้าน และจำนวนชุดทดสอบที่พรรคคอมมิวนิสต์แจกจ่าย ก็คือจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พวกเขาต้องการบอก

หลินกล่าวย้ำว่า การทำสงครามเย็นกับพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่การทำสงครามกับประชาชน แต่เป็นการเผชิญหน้ากับรัฐบาลที่นำมาซึ่งปัญหาและความเจ็บปวดให้แก่ประเทศมานานหลายสิบปี

ด้านนายเคอร์รี่ บราวน์ อดีตเลขานุการเอกสถานทูตอังกฤษประจำกรุงปักกิ่ง ฝ่ายค้านญัตติดังกล่าว กล่าวว่า ระบบค่านิยมของจีนถูกประกอบขึ้นจากค่านิยมที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ ศาสนาพุทธ และแนวคิดแบบสีจิ้นผิงในปัจจุบัน มากกว่าที่จะเป็นระบอบเผด็จการแต่เพียงอย่างเดียว

ชาติตะวันตกต่างรู้สึกว่าตนเองกำลังรับมือกับความรู้สึกผิดหวังในเกมของการลงโทษจีน หรืออาจพูดได้ว่าเรากำลังหลอกตัวเอง เพราะท้ายที่สุด จีนก็ไม่ได้รับการลงโทษอย่างทีเราต้องการ และเขาคิดว่าไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้องที่เราจะไปทำลายรัฐบาลของพวกเขา เพราะแม้จะมีผู้ได้รับผลกระทบมากมาย แต่ก็มีผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน และมีผู้คนอีกมากที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย และการที่เราอยากให้จีนมีค่านิยมเหมือนเรา ในขณะที่เรากำลังเผชิญเรื่องวุ่นวายมากมายที่กำลังเกิดขึ้น

 

 

ด้านนายไมเคิล ฟุชส์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า การยอมรับความคิดของสงครามเย็นกับจีน คือการเสี่ยงอิทธิพลที่มีค่าของอเมริกาที่มีต่อนักวิทยาศาสตร์และนักศึกษาจีน ที่อาจไม่สามารถเดินทางมายังตะวันตกได้อีก

การแข่งขันไม่ใช่สงครามเย็น จีนคือคู่แข่งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุดมการณ์ด้านความมั่นคง และเราทราบดีว่าเดิมพันของความท้าทายนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับแค่ 2 ประเทศเศรษบกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกประเทศทั่วโลก

สงครามเย็นไม่ใช่วิธีคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพูดถึงการแข่งขันกับจีน เรารู้จักสงครามเย็นที่เรารู้จักมานานแล้ว นั่นคือสองชาติมหาอำนาจที่พยายามต่อสู้กันมานานหลายทศวรรษแล้ว และสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ความกลัวจีน ความกลัวรัสเซีย และความกลัวคอมมิวนิสต์ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่นโยบายต่างๆ ที่ทำลายเสรีภาพที่เราอ้างว่าเราต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา

ตอนนี้อาจมีคนแย้งว่าเราต้องการสงครามเย็นกับจีนในรูปแบบที่แตกต่างออกไป โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงความซับซ้อน ซึ่งคือจีนและประเทศคู่แข่งที่เราจะต้องเผชิญหน้าในอีกหลายศตวรรษข้างหน้า ความท้าทายนี้จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนประเทศต่างๆ ให้กลายเป็นสมรภูมิรบ ปฏิบัติต่ออิทธิพลของจีนและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆ ว่าเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย เช่นที่อเมริกาเคยทำกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น และยิ่งจะทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น และยิ่งจะเป็นการให้อำนาจและทรัพยากรแก่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรมากเกินไป ซึ่งนั่นจะทำลายอิทธิพลที่มีอยู่ทั่วโลกของอเมริกา

หากจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติใดชาติหนึ่ง เราควรจะล้มล้างรัฐบาลของชาตินั้นหรือไม่ หรือสร้างสงครามตัวแทนในประเทศนั้นหรือไม่ นั่นหมายความว่าการรู้ว่าเมื่อใดและอย่างไรที่ควรจะผลักดันและต่อต้านภัยคุกคาม สถานการณ์ในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก หรือความพยายามของจีนในการสอดส่องชาติต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายที่แท้จริงที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งจากสหรัฐฯ อังกฤษ และทั่วโลก

ส่วนในด้านอื่นๆ เช่น การลงทุนของจีนในโครงการก่อสร้างสาธารณูโภคต่างๆ เช่น สะพานและถนน นักวิทยาศาสตร์จีนที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยจากสหรัฐฯ หรือยุโรป เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาโลกร้อน นักวิจัยที่กำลังหาทางต่อสู้กับโรคระบาด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราควรแสวงหาความร่วมมือ ไม่ใช่การแข่งขันหรือขัดขวางความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่โลกเผชิญร่วมกัน

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...