Advertisement

SHARE

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2557 เศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามลำดับ แต่วิกฤติปีนี้ต้องยอมรับไม่เหมือนวิกฤติทุกครั้ง ขอประชาชนอดทนบ้างและร่วม ลั่นไม่ใช่เวลากลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเก่า

วันที่ 6 ส.ค. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในระหว่างเป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ Bangkok Post Forum 2020 : “พลิกฟื้นประเทศไทย: ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง”  ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2557 จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจในปี 2557 อยู่ที่เพียงร้อยละ 1.0 เพราะมีปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มีเสถียรภาพ แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นร้อยละ 3.1 และร้อยละ 3.4 ในปี 2558 และ 2559 จากนั้นก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อถึงปี 2563 ประเทศไทยเผชิญปัญหาสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ ทั้งการค้า การลงทุนต่างประเทศ สำคัญที่สุดคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งวันนี้ยังมีความรุนแรงเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในต่างประเทศยังมีการแพร่ระบาดจำนวนมาก

วันนี้สถานการณ์โควิด-19 ประมาทไม่ได้เลย ยังมีการขยายขอบเขตไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่ต้องไม่ตื่นตระหนก ต้องอาศัยความร่วมมือ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด แต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการต่างๆ ออกมามีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เราต้องทำคนส่วนใหญ่และคนทั้งหมดปลอดภัย และต้องช่วยกันความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอยทั้งโลกเป็นประวัติการณ์ ประเทศไทยที่ว่าแย่ แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่แย่มากกว่า แต่ขออย่าท้อแท้ ต้องทำให้ดีและฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ ทุกคนต้องอดทนบ้างและร่วมมือ คาดว่า จากปีนี้จนถึงปีหน้าและปีต่อไปอีก 2 หรือ 3 ปี กว่าจะทุกอย่างจะกลับมาฟื้นฟูเข้มแข็งได้ จึงต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งความร่วมมือและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ ลดความขัดแย้งในหลายประเด็น สร้างความมีเสถียรภาพเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ

“วิกฤติครั้งนี้เราต้องยอมรับว่า ไม่เหมือนกับวิกฤติต่างๆ ที่เกิดมาในอดีต เพราะฉะนั้นอะไรที่มันเกิดขึ้นแล้ว แล้วเราสามารถแก้ได้ ผ่านมาแล้วที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง ทั้งหมดไม่ว่าขัดแย้งกันไม่ขัดแย้งกันเราก็มาถึงวันนี้ได้โดยที่มันไม่มีความขัดแย้งมากมายนัก เช่นก่อนที่ผมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น เราจะกลับไปที่เก่ากันเหรอครับ ผมคิดว่ามันยังไม่ใช่เวลา เวลานี้หรอก แต่ก็สุดแล้วแต่ท่าน เพราะท่านจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของประเทศไทย ผมก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของผมให้ดีที่สุด”

นายกรัฐมนตรี ย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า​ เราไม่มีใครอยู่แล้วในวันหน้า คนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่เป็นสะพานที่ทอดไว้ยาวให้เดินบนสะพาน ไม่ใช่เดินสะเปะสะปะไปกันคนละทาง 20 ปีก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ตีกรอบอะไรไว้มากมาย เพียงแต่กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติ หลายคนก็บอกว่าบังคับกรอบเกินไปไม่เป็นประชาธิปไตย นึกไม่ออกไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ฝากทำความเข้าใจกันด้วยแล้วกันโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่บางทีเขาคิดเร็ว จะไปว่าไม่ได้แต่ต้องทำให้อยู่ในกรอบ

“ผมอยู่มารู้ว่าปัญหาคืออะไร ก่อนหน้านั้นไม่เคยเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงนั้นเลยในช่วงก่อนที่ผมจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่วันนี้เมื่อเข้ามาแล้วก็จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย สงบลง ความมั่นคงก็ต้องเรียบร้อย มีเสถียรภาพ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดและจะทำต่อไป วันนี้โอกาสรอเราอยู่ทั้งสิ้น เราจะทำลายโอกาสของเราทำไม ถ้าทำลาย ผมก็สุดแล้วแต่ ถ้าเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดว่าดีผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะผมก็มีแต่กฎหมายเท่านั้น ซึ่งไม่อยากจะดำเนินการ ตรงนี้จึงขอให้ทุกคนคิดเอาเอง รัฐบาลพยายามสร้างความมีส่วนร่วมรวมไทยสร้างชาติ เราต้องรอดวันหน้าเราต้องเข้มแข็งกว่านี้และต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เวลาเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว ถ้าเอาเวลาไปขัดแย้งไปมีปัญหา ถ้าล้มอีกเริ่มใหม่ทุกอย่างก็กลับไปที่เดิม ผมก็ช่วยไม่ได้อีกแล้วอีก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่โทษใคร ขอทุกคนร่วมมือทั้งความมั่นคงภายในภายนอกและเศรษฐกิจภายในภายนอก วันนี้ ย้ำว่าประชาธิปไตยต้องฟังทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อยก็ต้องแก้ปัญหา ถ้ารวมกันทั้งหมดก็ไปไม่ได้ทุกเรื่อง” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์​ กล่าวด้วยว่า ตนพบทูตฯ ทุกประเทศต่างก็บอกว่าบอกประเทศไทยน่าอยู่ อากาศดี อาหารอร่อย ธรรชาติสวยงาม​ ระบบการแพทย์ดีเยี่ยม เขาอยากมาเกษียณ ใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไทย แต่คนไทยหลายคนกลับไม่อยากอยู่ ตนก็ไม่เข้าใจ วันนี้อาจพูดเยอะ อะไรก้าวล่วงก็ต้องขอโทษไม่ได้มีเจตนาอะไร แต่วันนี้ต้องช่วยกันคิดว่า ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อยู่ตรงไหน กฎหมายอยู่ตรงไหน รวมทั้งฝ่ายตุลาการนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารซึ่ง 3 อํานาจก้าวล่วงกันไม่ได้

ขอบคุณภาพ : สำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาล

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...