คืบหน้าแผน ‘เปิดประเทศ’ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เปิดเผยผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่า จะเปิดประเทศ รับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร โดยไม่กักตัว
วันที่ 14 ต.ค. 2564 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. เปิดเผยผลการประชุมของ ศบค.ชุดใหญ่ เกี่ยวกับแผนการเปิดประเทศเพิ่มเติม โดยสรุป ดังนี้
1. ที่ประชุมให้ยกเลิกประเทศการกำหนดดินแดนความเสี่ยงของสถานการณ์โควิด-19 จากที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศไว้ เนื่องจากเป็นเกณฑ์เดิม ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ อีกทั้ง มาตรการเข้าราชอาณาจักร เช่น การได้รับวัคซีน การตรวจหาเชื้อวิธี RT-PCR การกักตัว เป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่า การกำหนดประเทศที่เป็นความเสี่ยง
- ประเทศเสี่ยงต่ำจากที่นายกรัฐมนตรีแถลง ยกตัวอย่าง 5 ประเทศ ที่จะเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สิงคโปร์ จีน วันนี้ยังไม่บอกประเทศเพิ่มเติม
- ขยายจำนวนจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว (พื้นที่สีฟ้า) รับเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย. นี้ จาก 10 จังหวัด เป็น 15 จังหวัด อาทิ กทม., สมุทรปราการ เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ, กระบี่ ทั้งจังหวัด, พังงา ทั้งจังหวัด, ประจวบคีรีขันธ์ (ต.หัวหิน หนองแก), เพชรบุรี (ชะอำ)
- ส่วน 1 ธ.ค. 2564 เพิ่มพื้นที่สีฟ้าอีก 16 จังหวัด รวมเป็น 33 จังหวัด เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน แพร่ สุโขทัย
- แผนการเปิดประเทศแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ของนายกฯ ทีมงานได้แปลงออกมา ซึ่งต้องมีกลยุทธ์ต่างๆ
การเปิดประเทศต้องปลอดภัย ลดวันกักตัว ปรับวิธีการหาเชื้อโควิด ลดค่าประกัน รวมทั้งต้องเฝ้าระวังการหลบหนีเข้าประเทศ เฝ้าระวังกลุ่มเปราะบาง เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข พัฒนาระบบฐานข้อมูล และบริหารจัดการบูรณาการ
ที่ประชุมได้สั่งการให้ ศปก.ศบค. (ศบค.ชุดเล็ก) ที่มี พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ เลขาธิการ สมช. เป็นประธาน นำกลยุทธ์ไปจัดทำแผน ก่อนเสนอ ศบค. ให้อนุมัติแผนภายใน 2 เดือนหลังจากนี้ เพื่อถ่ายทอดไปทุกหน่วยงาน และดำเนินการตามแผน เป็น 3 ระยะ คือ วันที่ 1-30 พ.ย. จะดำเนินการตามแผนระยะที่ 1 จากนั้นระยะที่ 2ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. จะดำเนินการต่อเนื่อง และทำการประเมิน และระยะที่ 3 วันที่ 1 ม.ค. 2565 ก็จะผลักดันกลยุทธ์ดังกล่าวต่อไป
กราฟิกแผนเดิม