Advertisement

SHARE

เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วสำหรับนัดสำคัญของคอบอลอังกฤษอย่าง “ศึกแดงเดือด” ที่ ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ซึ่งเป็นเกมส์ที่สำคัญของทั้งสองทีม เนื่องจาก นัดนี้เป็นการชิงจ่าฝูงของทั้งคู่ หากลิเวอร์พูลชนะแต้มจะขึ้นไปเท่าแมนฯยู แต่ด้วยลูกได้เสียที่ดีกว่า จะทำให้เขาเป็นจ่าฝูง แต่ฝั่งแมนฯยูขอแค่เสมอเท่านั้น ก็จะรักษาระยะห่างของจ่าฝูงต่อไป แต่ก่อนเกมนัดนี้จะเริ่มต้นขึ้น กลับมีเสียงชื่นชมจากแฟนบอลลิเวอร์พูลถึงนักเตะคนสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ถึงขนาดคิดจะทำป้ายแบนเนอร์ให้กับ “แรชชี่” บริเวณที่ใดที่หนึ่งรอบ ๆ สนามแอนฟิลด์

สถานการณ์ดุเดือดแบบนี้ กำลังจะต้องแข่งกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ทำไมแฟนลิเวอร์พูลถึงต้องกล่าวชื่นชมนักเตะของ แมนฯยู ด้วย วันนี้ workpointTODAY จะสยบความเดือดครั้งนี้ด้วยเรื่องราวของชายที่มีชื่อว่า “มาร์คัส แรชฟอร์ด”

ท่ามกลางความระอุก่อนเกมของศึกแดงเดือดที่กำลังจะมาถึง ก็ยังมีเรื่องน่าชื่นชม ที่ทำให้เหล่าแฟนบอลทั้งสองทีมอาจจะต้องพักรบกันช่วงหนึ่ง แล้วหันมาชื่นชมการกระทำของ ศูนย์หน้าหมายเลข 10 ของปีศาจแดงอย่าง “มาร์คัส แรชฟอร์ด” ที่ออกมาโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ถึงเรื่องของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายนึงได้โพสต์โชว์แพคเกจอาหาร ที่คาดว่าจะมีอาหารมูลค่า 30 ปอนด์ (1,200 บาท) ที่สามารถใช้ทานได้นาน 10 วัน ซึ่งผู้ใช้โซเชียล มีเดีย จำนวนมากก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงอาหารที่รัฐบาลอังกฤษแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นไปในทิศทางว่า อาหารเพียงเท่านี้ มันไม่มันมีทางเพียงพอต่อ 1 ครอบครัวแน่นอน

โดยเขาได้โพสต์ข้อความลงบัญชีส่วนตัวว่า “อาหาร 3 วันสำหรับ 1 ครอบครัว…มันไม่พอ” และเสริมว่า “คิดดูว่ารัฐบาลคาดหวังให้เด็ก ๆ ต้องเรียนออนไลน์จากที่บ้าน ทั้งทีปัจจัยในหลาย ๆ ด้านไม่เพียงพอ รวมทั้งบางครั้งพ่อแม่ต้องเป็นคุณครูที่คอยสอนพวกเขาเองด้วยซ้ำ รวมถึงนำอาหารเหล่านั้นมาดูแลลูก ๆ แม้ว่าตนจะยังไม่ได้ทานอารหารใด ๆ เลยในแต่ละวันเลยก็ตาม เนื่องจากว่ามันไม่พอ”

หลังจากนั้น มาร์คัส ก็ได้พูดคุยกับ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ก่อนจะโพสต์เพิ่มเติมว่า “ผมเพิ่งได้คุยกับท่านนายกรัฐมนตรี เขายืนยันกับผมว่าเขามุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ขณะนี้กำลังมีการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และเขายอมรับว่าภาพของกระเช้าอาหารที่แชร์บนทวิตเตอร์นั้นไม่ใช่อาหารที่ประชาชนที่สมควรได้รับ” ส่วนการต่อสายตรงของเขากับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรแม้เขาจะเป็นแค่นักกีฬาฟุตบอลคนหนึ่ง แต่เขาเคยได้คุยกับ บอริส แล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา

จากการกระทำของ มาร์คัส เองก็ส่งผลให้แฟนบอลลิเวอร์พูลบางส่วนผุดแคมเปญ “ความหิว ไม่มีการแบ่งสี ขอบคุณนะ มาร์คัส”  โดยจะทำป้ายแบนเนอร์ เพื่อขอบคุณเขา ในบริเวณที่ใดที่หนึ่งรอบ ๆ ของสนามแอนฟิลด์ ในศึกแดงเดือดครั้งนี้ จากการรายงานของ ลิเวอร์พูล เอคโค (liverpool echo) สื่อท้องถิ่นในเมืองลิเวอร์พูล

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แรชฟอร์ด เคยออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาลของสหราชอาณาจักรแล้ว ในโครงการ “Free School Meals” (มื้ออาหารฟรีสำหรับเด็กนักเรียนในครอบครัวยากไร้) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่กล้าหาญมาก เพราะนักฟุตบอลแค่คนเดียว กลับสามารถทำให้รัฐบาลอังกฤษเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัวเองได้ จากการที่รัฐบาลอังกฤษประกาศ “ตัดงบ” แคมเปญ Free School Meals ในช่วง 6 สัปดาห์สุดท้ายของโครงการ เพราะในมุมมองของรัฐก็เห็นว่า โควิด-19 เริ่มบรรเทา คนกลับมาทำงานกันในทุก ๆ ธุรกิจแล้ว ดังนั้นการยุติโครงการเร็วกว่ากำหนด จะช่วยให้รัฐประหยัดงบได้

อย่างไรก็ตาม สื่ออังกฤษได้สัมภาษณ์ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งผิดหวังที่โดนตัดเงินช่วยเหลือส่วนนี้ แต่แน่นอนเสียงของคนจน ไม่มีพลังมากพอ และชนชั้นกลางส่วนใหญ่ก็เหนื่อยกับชีวิตตัวเองเกินกว่าจะมาใส่ใจเรื่องของคนอื่น จึงทำให้ แรชฟอร์ด ตัดสินใจเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ส.ส. ในรัฐสภาผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เนื่องจากเขาและครอบครัวของเขาเคยต้องประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน เหมือนกับหลายครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้อยู่ จึงทำการร้องขอต่อรัฐบาลให้ทบทวนนโยบายดังกล่าวเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวอังกฤษ

rashford letter 2

หลังจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว บอริส จอห์นสัน ก็โทรสายตรงถึง แรชฟอร์ด และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเหตุผลกันทันที จากนั้นรัฐบาลอังกฤษจึงประกาศยูเทิร์น กลับมาจ่ายเงิน Free School Meals อีกครั้ง ในระยะเวลา 6 สัปดาห์

เขาได้รับการกล่าวยกย่องอย่างมาก ในการแสดงจุดยืนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริงจากทั่วสหราชอาณาจักร และเรื่องราวครั้งล่าสุดก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ยิ่งในสถานการณ์ก่อนเกมแดงเดือดแบบนี้ เขากลับได้กำลังใจจากทั้งแฟนบอลทีมตนเองและทีมอื่น ๆ รวมถึงลิเวอร์พูล ซึ่งในฐานะแฟนบอลทีมคู่อริร่วมลีกเดียวกัน มันก็ค่อนข้างแปลกที่ต้องมากล่าวชื่นชมนักเตะทีมฝั่งตรงข้าม ซึ่งหากทุกคนลองคิดตามว่าบน the kop stand มีการเอาป้ายที่มีชื่อของนักเตะแมนฯยูอย่าง แรชฟอร์ด ไปไว้บนนั้นมันก็คงแปลกตาอยู่บ้าง เพราะทั้งสองทีมก็มีประวัติการแข่งขันต่อสู้กันมาอย่างช้านาน

โดยทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คอยแก่งแย่งชิงดีกันมาตลอดทั้งในและนอกสนาม ตั้งแต่เรื่องที่ลิเวอร์พูลเก็บค่าภาษีปากเรือเพื่อส่งออกในราคาที่สูงมาก ทำให้แมนเชสเตอร์ต้องขุดคลองแมนเชสเตอร์ (Manchester Ship Canal) และทำให้แปลงสภาพจากเมืองอุตสาหกรรมสู่เมืองท่าอย่างเต็มตัว จากนั้นอำนาจทางเศรษฐกิจของเมืองลิเวอร์พูลก็ลดน้อยถอยลงไป และกลายเป็นแมนเชสเตอร์ที่มีความมั่งคังแทนที่ จนลิเวอร์พูลเองก็แปรสภาพจากเมืองท่าเรือ กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม จนเศรษฐกิจของอังกฤษอยู่ในภาวะฝืดเคือง และรัฐบาลเองก็ไม่ยื่นมือมาช่วยเหลืออะไรเมืองลิเวอร์พูล ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวหลายแห่ง ผู้คนพากันตกงาน อดอยากหิวโหย ซึ่งตรงข้ามกับแมนเชสเตอร์ ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกัน จากการถูกล้อเลียนว่า เป็นเมืองที่อยู่ภายใต้ลิเวอร์พูล เพราะเมืองที่นำเข้าผ้าฝ้าย และนำไปให้คนจากเมืองแมนเชสเตอร์เอาไปทำเสื้อผ้า สู่การเป็นเมืองท่าที่ค้าขายได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ความเป็นอริของทั้งคู่ก่อตัวขึ้นในโลกของเศรษฐกิจ แต่ในโลกของฟุตบอลมันคือเหตุผลหลักที่ทำให้ทั้งสองทีมเอาเป็นเอาตายในศึกแดงเดือดทุกครั้ง เพราะมันคือการแย่งชิงความยิ่งใหญ่กันของสองทีม ที่ครองแชมป์ลีกสูงสุดมากสุดในอังกฤษ ย้อนกลับไปในยุคก่อนพรีเมียร์ลีกจะก่อตั้ง ลิเวอร์พูลคือทีมที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครสู้พวกเขาได้และได้แชมป์ลีกสูงสุดถึง 18 สมัยจนเป็นเจ้าแห่งเกาะอังกฤษ ซึ่งทีมอื่น ๆ นั้นห่างไกลจากคำนี้มาก ๆ แต่แล้ว แมนฯยู ก็แต่งตั้งชายที่จะสามารถกระชาก ลิเวอร์พูล ลงจากบัลลังก์นั้นได้มาเป็นผู้จัดการทีม เขาคือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เขาก้าวเข้ามาคุมแมนฯยู และค่อย ๆ พัฒนาทีมจนแข็งแกร่ง และได้แชมป์แทบทุกรายการที่ลงแข่ง โดยเฉพาะการพาทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกสูงสุด แซงหงส์แดงจนไปแตะ 20 สมัยได้ ตอนทีมศาจแดงได้แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก ๆ วลีจากเหล่าเดอะค็อบ ทำป้ายผ้าบอกว่า “แมนฯยูไนเต็ด ค่อยว่ากันอีกที ตอนได้แชมป์ 18 สมัยนะ” แล้วพอแมนฯ ยูไนเต็ดได้แชมป์สมัยที่ 18 จริง ๆ เหล่าพลพรรคปีศาจแดงก็ทำป้ายเอาคืน บอกว่า “พวกข้ามานี่แล้วไง”

ความเป็นอริกันของทั้งสองทีมส่งต่อมาถึงในสังคมไทย จากในสมัยก่อนที่อ่านหนังสือพิมพ์กีฬาแล้วนำมาพูดคุยหยอกล้อกันเรื่องผลฟุตบอล สู่การเปลี่ยนยุคสมัยเป็นโซเชี่ยล มีเดีย ที่แฟนคลับของทั้งสองทีมด่ากัน แขวะกัน ล้อกันรุนแรงมากขึ้น ทะเลาะเบาะแว้งกันก็มี นอกจากนี้ยังมีการตั้งแฟนเพจเฟสบุ๊ก กลุ่มเฟซบุ๊ก หรือกลุ่มไลน์ ของแฟนคลับแต่ละทีม ท้ายที่สุด อาจมีเรื่องประวัติศาสตร์มาเกี่ยวข้องบ้าง แต่เรื่องในสนามมันชัดเจนที่สุดอยู่แล้วการสู้กันของสองทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ จึงไม่มีใครยอมใครอย่างแน่นอน

จากสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา มันก็ไม่แปลกที่จะมีสาวกเดอะค็อปจำนวนนึงไม่เห็นด้วยกับการกระทำ เพื่อสร้างแคมเปญให้กับ แรชฟอร์ด และมองว่าเพียงขอบคุณหรือแค่ปรบมือให้เขาเท่านั้นก็พอ แต่ก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกัน ว่าตอนนี้เขากำลังทำหน้าที่นอกสนามในฐานะพลเมืองที่ดีคนหนึ่งของรัฐ ไม่ว่าเขาจะได้ป้ายแบนเนอร์สนับสนุนหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหงส์หรือแฟนผี แต่การที่แฟนบอลทีมหนึ่ง ๆ กล้าที่จะออกมาชื่นชมการกระทำเหล่านี้ของนักเตะทีมหนึ่ง ซึ่งเป็นคู่แข่งร่วมลีก และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักเตะของทีมที่ตนชื่นชอบก็ตาม แต่สิ่งนี้มันคือ “ความสวยงามของโลกฟุตบอล”

 

ที่มา

https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-manchester-united-marcus-rashford-19621585

https://www.smmsport.com/reader/news/327346

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...