Advertisement

SHARE

“โรค-โดน-ตี” ชื่อที่เอ่ยขึ้นมาครั้งแรกแล้วหลายคนต้องมองมันอย่างฉงนสงสัย แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังกิจกรรมนี้ต้องการ เพราะแม้จะเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นให้พ้องเสียงกับรายการเพลงยุคเก่าที่เด็กๆ รุ่นใหม่อาจเกิดไม่ทันอย่าง “โลกดนตรี” แต่วัตถุประสงค์ของการบิดคำจนเกิดเป็นชื่องานอันแปลกประหลาด ก็มีแนวคิดเบื้องหลังที่น่าสนใจ

โรค-โดน-ตี คือชื่อของงานคอนเสิร์ตการกุศล ที่มีจุดมุ่งหมายในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนายาต้านมะเร็ง ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกิจกรรมที่ตั้งใจจะชวนทุกคนมามีส่วนร่วมในการตีโรคนี้กันด้วยเสียงเพลง

หลังจากเริ่มต้นโปรโมทคอนเสิร์ตโดยเล่นกับความฉงนสงสัยของผู้คนบนโซเชียลมีเดีย ตัวแทนผู้ริเริ่มจัดกิจกรรมอย่าง อาย กมลเนตร เรืองศรี ก็เริ่มทำหน้าที่อธิบายที่มาที่ไปของคอนเสิร์ตให้หลายคนได้ทราบ ว่าแท้จริงแล้ว โปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเธอไม่ได้เจอกับแฟนคลับคนหนึ่ง ที่ต้องประสบกับโรคภัยที่รักษาไม่หายอย่าง “มะเร็ง”

จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ตโรคโดนตีคืออะไร

มันเกิดมาจากที่เรามีแฟนคลับเป็นโรคมะเร็งเต้านม พี่คนนี้เขาเป็นแฟนคลับเรามาตั้งแต่เราเล่นละครแรกๆ แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนเขาหายไป เราก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน จนกระทั่งมีคนมาบอกว่าเขาป่วยเป็นมะเร็ง ตอนนั้นก็ตกใจนะ แต่ก็ฝากกำลังใจไปให้โดยที่ไม่ได้รู้ว่าเขาอาการหนักแค่ไหน

จริงๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งเราก็เหมือนกับคนอื่น คือเคยได้ยินหรือได้รู้แค่ว่าถ้าเป็นแล้วมันต้องตัดออก แต่วันที่เราไปเจอเขามันเกินไปจากที่เราคิดเยอะเลย ก้อนมะเร็งมันใหญ่มาก ดูน่ากลัวมากสำหรับเราที่ไม่เคยเจอคนป่วยเป็นโรคนี้มาก่อน

ตอนนั้นเราก็ช่วยเขาโดยการประกาศรับบริจาคบ้าง เอาสื่อ เอารายการอะไรไปช่วยเขาบ้าง คิดกระทั่งอยากทำเป็นงานเปิดหมวกเพื่อระดมทุนช่วยเขา แต่หลังจากเราเกิดไอเดียนี้ได้ 7 วัน พี่เขาก็เสียไปก่อน ตอนนั้นเราก็ช็อคมากค่ะ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของงานการกุศลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เราปรึกษาเรื่องนี้กับพี่เอก Season Five เขาก็แนะนำให้ทำเป็นสเกลคอนเสิร์ตไปเลยดีกว่า ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจจะรวบรวมเพื่อนๆ เรา แล้วก็คนรู้จักของเพื่อนเรา เครือข่ายที่เรามีทั้งหมดมาจัดงานนี้ด้วยกัน

ทำไมต้องเป็น “โรค-โดน-ตี”

คือมันก็มาจากคอนเสิร์ตโลกดนตรีนี่ล่ะ แต่เราเอามาบิดเป็นคำว่า โรคโดนตี เพื่อที่จะสื่อว่า เราอยากจะชวนทุกคนมาตีไอ้โรคนี้ด้วยกัน ตีด้วยอะไร ก็ตีด้วยยาที่พัฒนาขึ้นมาจากการวิจัยที่เราจะเอาเงินไปสนับสนุน

งานวิจัยที่คุณพูดถึงเกี่ยวข้องกับอะไร

เป็นงานวิจัยเพื่อพัฒนาตัวยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งค่ะ คือหลังจากแฟนคลับเราเสีย เราก็ต้องไปหาปลายทางของเงินที่เราจะได้มาจากงานนี้ ว่าจะเอามันไปมอบให้ที่ไหน ตอนนั้นก็หาอยู่หลายที่ จนไปสะดุดกับงานของคุณหมอไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุลที่เขากำลังวิจัยคิดค้นยาตัวนี้อยู่ ซึ่งมันไม่ใช่ความหวังลมๆ แล้งๆ เลย เพราะที่อเมริกาเขาทำได้แล้ว แต่ถ้าจะให้นำเข้ามาขายในบ้านเรามันตกเข็มละ 2 แสนบาท ซึ่งถ้าคุณไม่ได้มีฐานะที่ดีมากพอคงซื้อมาฉีดไม่ได้ คุณหมอก็เลยเลือกจะวิจัยค้นคว้ามันขึ้นมา

เหตุผลที่เราเลือกสนับสนุนงานตรงนี้ เพราะเรารู้สึกว่าอยากทำอะไรเพื่ออนาคต พวกค่ารักษา ค่าอุปกรณ์อะไรต่างๆ เรามองว่ามันมีคนทำตรงนี้อยู่แล้ว เราก็เลยเลือกเอาทุนตรงนี้ไปลงกับงานวิจัยยาแทน เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้นะ เชื่อว่ามันเป็นไปได้ ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว HIV น่ากลัวมาก แต่ ณ ตอนนี้มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะมันมียาที่ถูกคิดค้นขึ้นมาแล้วทำให้คนที่เป็นผู้ป่วยเขาสามารถใช้ชีวิตต่อในสังคมได้ เราก็มองว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันไม่ได้ต่างกัน

แล้วทำไมถึงต้องเป็นคอนเสิร์ต

เรามองว่าเพลงมันเป็นอะไรที่เชื่อมต่อไปถึงคนอื่นได้ง่าย มันเข้าใจง่ายค่ะ ศิลปินแต่ละท่านก็มีฐานแฟนคลับของตัวเอง ซึ่งอายุแตกต่างกันไป ความหลากหลายตรงนี้มันจะช่วยส่งต่อความตั้งใจของเราไปสู่คนในวงกว้างมากขึ้น

แล้วเราก็โชคดีมาก ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับ Good Society Expo 2019 เขาจัดมาทุกปี ปีนี้เป็นปีที่ 6 เลยได้ผลพลอยได้มาเป็นสถานที่จัดงานฟรี แล้วเซนทรัลเวิร์ดมันก็อยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ๆ หลายคนสามารถมาหาเราได้ หรือคนที่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเรา พวกขาจร เขาก็มีโอกาสเดินมาเจอเราได้ง่าย ถือว่าเราโชคดีมากๆ ที่ได้ที่ตรงนี้มา

มีความคาดหวังอะไรกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ไหม

ที่จริงก็ไม่ได้มีเป้าหมายหลัก แบบจริงจัง ว่าเราจะต้องได้เงินเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เราอยากให้เกิดจริงๆ คือ awareness ค่ะ เรามองว่าสื่อมันสำคัญมากนะ ทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ สิ่งที่เราต้องการคือสื่อของแต่ละคนนี่ล่ะ ช่วยแชร์มันออกไป เพื่อให้มันได้ผลในวงกว้างมากกว่าที่เราคนเดียวแชร์ หรือว่าแค่ศิลปินแชร์ คือเราอยากใช้สิ่งที่เรามี พละกำลังที่เรามี เครือข่ายต่างๆ ที่เรามีในการส่งต่อ บอกต่อเรื่องราวของโครงการคุณหมอ ให้หลายคนที่ไม่รู้ว่ามีการโครงการแบบนี้ มีเรื่องดีๆ แบบนี้อยู่ มารู้จักแล้วก็ช่วยกันสนับสนุนมัน

มีศิลปินอยากมาร่วมงานด้วยเยอะไหม

ทุกคนที่เราติดต่อไปบอกเลยว่าร้อยเปอร์เซ็นต์สนใจหมด อยากมาจอย อยากมาช่วยทำ ทีนี้ที่จะมาได้หรือไม่ได้ ติดอย่างเดียวคือเรื่องคิว บางคนที่มาได้ จริงๆ เขาก็มีงานต่อ แต่ขอสลับคิวกันไปมาแบบ เห้ย เดี๋ยวพี่มีงานต่อทุ่มนึง ขอขึ้นตอนนี้ได้ไหม บางคนมาได้แต่ขอเป็นช่วงเวลานี้นะ คือทุกคนมาด้วยใจมากๆ คนที่มาไม่ได้จริงๆ คือติดงานต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ แต่เขาก็บอกว่าถ้ามีงานหน้าอีกจะมาช่วยเราแน่นอน บอกเลยว่าโปรเจกต์นี้ทีแรกมันเกิดจากคนแค่ 5 คน การที่มาได้ไกลขนาดนี้ เราขอบคุณทุกคนมากจริงๆ

มุมมองที่คุณมีต่อโรคมะเร็งเปลี่ยนไปบ้างไหมหลังจากจัดงานนี้

เปลี่ยนในแง่ที่มองว่าโรคนี้มันใกล้ตัวเรามาก แฟนคลับเราเขาอายุแค่ 30 แต่ก็ยังเป็นโรคได้ เพราะอาหารของมะเร็งมันคือทุกอย่างที่เราเจอในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ ไม่ว่าจะความเครียด หรืออะไรหลายๆ อย่างที่เรากิน คือเราใช้ชีวิตโดยที่ไม่รู้เลยว่าโรคพวกนี้มันจะมาหาเราเมื่อไหร่ บางทีรู้ตัวมาก็ป่วยไปแล้ว งานที่เราจัดครั้งนี้ก็อยากจะช่วยกระซิบให้เขากลับมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากว่านี้อีกหน่อย

ในอนาคตมีแผนจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับโรคมะเร็งอีกไหม

มีแน่นอน เป็นสิ่งที่เราวางแผนกับทีมมาตั้งแต่แรกเลยว่านอกจากทำคอนเสิร์ต เราอยากให้ความรู้คนด้วย แต่อันนั้นจะเป็นเฟส 2 ของโปรเจกต์ จริงๆ มันก็จะซึมๆ ไปตั้งแต่เฟสแรกนี่ล่ะ จากการมาร่วมสนุกกันก่อน ทำบุญด้วยกัน แล้วก็ค่อยๆ รู้จัก ค่อยๆ เข้าใจโรคนี้ไปด้วยกัน ไม่เชิงเป็นการสั่งสอน แต่ว่าอยากให้มันค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในใจเขา ท้ายที่สุดแล้วเราก็อยากให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี เรามองว่าแค่นี้มันก็ประเสริฐที่สุดแล้วในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง

ฟังดูเป็นคำพูดของนักสังคมสงเคราะห์มากกว่าดาราเสียอีก

ใช่ไหม (หัวเราะ) ตอนนี้เราคิดอยากจะพัฒนาสังคมให้ดีจริงๆ นั่นล่ะ แต่ทั้งหมดที่เราทำก็เพราะอยากให้ตัวเรา และครอบครัวเรามีชีวิตที่ดี เราก็เริ่มด้วยจุดเล็กๆก่อน แล้วค่อยๆ ขยาย คือเรารู้ว่าคงยังไม่สามารถจะไปเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคมอะไรได้ แต่เราก็พยายามเปลี่ยนที่เราก่อน พอได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงานแบบนี้ เราพูดกับตัวเองตลอดเลยนะ ว่าถ้าผ่านงานนี้ไปได้ ไม่ว่างานมันจะออกมาเป็นแบบไหน เราจะชื่นชมตัวเอง จะชื่นชมทุกคน ทุกหน่วยงาน ทุกจุดที่มาช่วยเรา เพราะถ้าไม่มีพวกเค้า มันคงไม่เกิดเป็นงานนี้ออกมาเลย

คอนเสิร์ตกำลังจะมีในเร็วๆ นี้แล้ว ความรู้สึกของการเป็นผู้จัดครั้งแรกเป็นอย่างไร

ภูมิใจมาก ทั้งตัวเอง และทุกคน ตอนเริ่มต้นมันยากมากเลย เหมือนมันเป็นแค่วุ้น ที่เราต้องมาตบให้เป็นรูปเป็นร่าง แถมรูปร่างมันยังต้องเป็นอะไรที่ทุกคนเห็นตรงกัน ซึ่งมันยากมากๆ คอนเสิร์ตครั้งนี้เราไม่ได้มีประสบการณ์หรือความรู้อะไรมาก่อน ต้องขอกราบขอบคุณทุกคนจริงๆ งานนี้อายใช้คำว่ากราบเปลืองมาก แต่กราบขอบคุณมากๆ ที่มาช่วยกัน งานนี้หลายคนมาด้วยใจทั้งนั้น ก็อยากให้ทุกคนมาร่วมจอยกันเยอะๆ นะคะ

 

โรค-โดน-ตี คอนเสิร์ต จะจัดขึ้นที่บริเวณลาดลิฟต์แก้ว ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิร์ล ในวันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคมนี้ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป สำหรับใครที่สนใจร่วมบริจาค แต่ไม่สะดวกไปร่วมงานคอนเสิร์ต สามารถร่วมบริจาคโดยโอนเงินเข้าบัญชี ต่อไปนี้

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...