{{-- --}}
Advertisement

SHARE

ชื่อของชาคริต แย้มนาม อยู่คู่กับวงการบันเทิงมาแล้ว มากกว่า 2 ทศวรรษ

ภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปรู้จักเขาในช่วงแรกคือพิธีกรวัยรุ่น จัดรายการทีนทอล์กกับเรย์ แม็คโดนัลด์ จากนั้นก็ค่อยๆ เติบโตก้าวไปเป็นพระเอกละคร โดยผลงานที่ทำให้คนทั่วประเทศรู้จักและคุ้นเคยเขาเป็นอย่างดี คือบทบาท “เป็นต่อ” ซิตคอมสุดฮิต ที่เขารับบทเป็นพนักงานหนุ่มโสด ที่ต้องเจอกับสาวๆ มากมาย ซึ่งชาคริตเล่นบทได้อย่างเฉียบขาด แบบ “เอาอยู่” เลยจริงๆ

ในช่วงปลายปี 2559 ชาคริตได้เริ่มต้นดูใจกับ แอน-ภัททิรา สาวนอกวงการ ที่จุดเริ่มต้นเป็นเพื่อนกันก่อน พอชาคริตเป็นโสด ทั้งสองจึงมีโอกาสได้คุยกัน และมันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน นั่นคือ ‘ความสบายใจ’

“เมื่อก่อนที่เราจะรู้จักเขานี่ไม่ได้เลยนะ เวลาไปเดทเราต้องคิดว่า ต้องแต่งตัวยังไง ต้องวางแผนแบบไหน แต่พออยู่กับเขา เรารู้สึกว่าสบายๆ ไปหมด มันเป็นชีวิตที่เราชอบ มันสงบ มันเรียบง่าย และมีความสุข”

ถ้าว่ากันตรงๆ ความสัมพันธ์ของชาคริต กับ แอน-ภัททิรา ก็เกิดขึ้นเร็วมาก พอคบหากันทั้งคู่ก็ชัดเจน และเข้าพิธีวิวาห์กันเลย

8 พฤศจิกายน 2560 ทั้งคู่แต่งงานกันหลังคบหากันได้ราว 11 เดือน ด้วยบรรยากาศแห่งความสุข และในปี 2561 เธอก็ให้กำเนิดลูกชายขึ้นมา 1 คน ชื่อ “โพธิ์”

พริบตาเดียวเขาแต่งงานมีภรรยา และมีลูกชาย จากที่เคยเป็นหนุ่มตัวคนเดียว ตอนนี้เขามีครอบครัวของตัวเองแล้ว และสิ่งที่เขาฝันมาตลอดนั่นคือการได้เป็น “คุณพ่อ” ก็เป็นความจริงเสียที

เมื่อโพธิ์อายุ 1 ขวบ ชาคริตทำตามสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ นั่นคือเขาจะทำอาหารให้ลูกชายกิน คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมเขาต้องทำเองล่ะ ในเมื่อเขาเองก็มีเงินทองมากมาย สามารถหาซื้ออะไรให้ลูกกินก็ได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาทำอาหารเองด้วยซ้ำ

คือผมรู้สึกว่าพ่อแม่ยุคใหม่ ไปไม่เป็นเรื่องจะหาอะไรให้ลูกกินดี เราก็เลยมาคิดว่า เราจะทำกับข้าวให้ลูกเองได้ไหม เพื่อให้เขาได้สารอาหารครบ เราเลยซื้อหนังสืออาหารเด็กมาอ่านดู พออ่านแล้วก็ เฮ้ย มันไม่ได้ยากเลย

เวลาเราทำอาหาร ผม แอน กับลูก จะกินเมนูคล้ายๆ กันนะครับ คือผมจะทำของลูกก่อน จากนั้นก็เอาอาหารที่ทำนั้นน่ะแหละ มาปรุงเลี้ยวไปเป็นของพ่อแม่ คือตอนทำเสร็จมันก็มีความสุขทั้งบ้านนะ สิ่งดีๆ เวลาเขากินเมนูเดียวกับเราก็คือ มันสอนให้เขากินได้ทุกอย่าง ไม่เลือกกิน ผัก แป้ง หรืออะไรก็ตาม เขากินหมด เพราะเขารู้สึกอยากกินอาหารชนิดเดียวกับพ่อแม่นั่นแหละ”

โพธิ์เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้เขาเป็นเด็กอารมณ์ดี ใครๆ ที่พบเจอก็จะชมว่า ยิ้มเก่งมาก ผู้สัมภาษณ์เองระหว่างที่คุยกับกับชาคริตอยู่ โพธิ์วิ่งสปรินท์มาจากไหนไม่รู้ แล้วยื่นขนมให้คุณพ่อกิน ก่อนยิ้มให้ผู้สัมภาษณ์ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จากนั้นก็วิ่งหนีหายไปแบบงงๆ แต่ฝากความน่ารักเอาไว้ แบบที่ใครๆ ก็คงสัมผัสได้

เมื่อพูดเก่งขึ้น ในวัย 2 ขวบครึ่ง ชาคริตก็ตัดสินใจว่า ได้เวลาแล้ว ที่จะรับงานโฆษณาแบบพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวเสียที และแบรนด์ที่เขาเลือกร่วมงานด้วย เป็นที่แรกคือผลิตภัณฑ์โรซ่า (ROZA) ที่เปิดตัวมะเขือเทศเข้มข้น ผสมไลโคปีนตรา โรซ่าไลโคปีน ที่ชาคริตบอกอย่างชัดเจนว่า เขาเป็นแฟนของแบรนด์โรซ่าอยู่แล้ว และเคยร่วมงานกันมาก่อนตั้งแต่ปี 2013

เราเคยถ่ายโฆษณาผ้าอ้อมตอนน้องโพธิ์อายุ 7 เดือน ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จากนั้นมา 2 ปี เราไม่รับโฆษณาที่ไหนเลย จนมาร่วมงานกับโรซ่าครั้งนี้ ซึ่งมะเขือเทศเข้มข้นเป็นอะไรที่เราใช้ทำอาหารให้ลูกอยู่แล้ว ดังนั้นจึงดีใจมาก ที่ได้ร่วมงานกับโรซ่าอีกรอบในคราวนี้”

ถ้าดูในแชนแนลบักโพธิ์จะเห็นหลายเมนูมาก ที่เราใช้มะเขือเทศ นั่นเพราะในเมนูของฝรั่ง มะเขือเทศถือว่าเป็นพื้นฐานของอาหารทุกอย่าง ทั้งสปาเกตตี หรือแม้แต่เครื่องดื่มก็ทำได้ สำหรับเราโรซ่าไลโคปีนก็ตอบโจทย์ชีวิตนะ คือไม่ต้องมานั่งสับ บด ทุบ มะเขือเทศ แต่เปิดขวดใช้ได้เลย มันก็ง่ายสำหรับเราเวลาทำอาหารให้ครอบครัว แล้วอีกอย่างในมะเขือเทศเข้มข้นของโรซ่าไลโคปีนมีไลโคปีนอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะนี่คือสารอาหารที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องการ มันช่วยบำรุงทั้งประสาทและสายตาได้ดีมากๆ

เรื่องคุณภาพของโรซ่าเรามั่นใจเต็มร้อย เดี๋ยวนี้ถ้าเราจะรับโฆษณาของกินอะไรสักอย่าง เราต้องมั่นใจว่ามันดีจริงๆนะ เพราะอาหารที่ให้ลูกเรากินทุกอย่าง เราก็เลือกเยอะมากนะครับ อยากให้เขาได้กินสิ่งดีที่สุดที่เราจะหาได้”

———————————

ชาคริต ยังจำความรู้สึกของการเป็น “พ่อ” ในวันแรกได้ไม่ลืม

25 เมษายน 2561 เป็นวันที่น้องโพธิ์คลอด ซึ่งในวันที่อยู่โรงพยาบาลก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอหลังคลอดได้ 2 วัน เมื่อออกจากโรงพยาบาล คุณแม่ของแอน-ภัททิรา ที่ปกติจะช่วยเลี้ยงหลาน ต้องกลับไปทำธุระที่จันทบุรี เท่ากับว่าในวันนั้น ทั้งบ้านจะมีกันอยู่สามคน คือชาคริต แอน และน้องโพธิ์อายุ 2 วัน

“มันเป็นโมเมนต์ที่แบบว่า เรากลับเข้ามาที่บ้าน แล้วพอเปิดประตูเข้ามาอยู่กันสองคน คราวนี้มีไอ้ตัวเล็กดิ้นอยู่ในมือ เราก็เฮ้ย ทำไงดีวะ จากนั้นแอน ที่ปกติเป็นคนใจเย็น และอารมณ์ดีเสมอ เธอเข้าไปในห้อง ล็อกห้องแล้วร้องไห้ เราไปเคาะเรียกเขา เขาก็ไม่ยอมเปิด คือเขาจิตตก คือไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับเจ้าสิ่งสิ่งนี้ คืออุ้มท้องมา 9 เดือนก็จริง แต่พอเด็กคลอดออกมา มันไม่เหมือนอะไรที่คิดไว้เลย”

สำหรับชาคริต เขาต้องรับมือกับทุกด้านที่เข้ามา กับภรรยาก็ต้องให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง กับลูกก็ต้องช่วยเลี้ยง รวมถึงด้วยความเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องคอยจัดการปัญหากับสื่อต่างๆ อีก มันเป็นช่วงเวลาที่ชาคริต แย้มนาม ก็ต้องเผชิญความหนักหน่วงในชีวิตมากพอตัวทีเดียว

“สิ่งที่เราไม่รู้คือ ผู้หญิงในช่วงท้องและคลอด เธอก็จะมีความเครียดมาก ตอนก่อนท้องแอนเป็นคนบ้าพลัง เป็นคนสนุก มีเพื่อนออกกำลังกาย ไปยิมเสร็จ ก็ไปช็อป ไปดินเนอร์ ไปกินนี่นั่นสนุกสนาน ซึ่งตอนที่เรารู้ว่าเขาท้อง เรากระโดด เย่ ดีใจ แต่เขาพูดขึ้นมาว่า จากนี้ฉันจะไม่ได้เจอเพื่อนแล้วใช่ไหม ดังนั้นเราในฐานะสามี ก็อยากจะช่วยเธอให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

การบริหารความรู้สึกของภรรยาก็สำคัญ เช่นเดียวกับการต่อสู้กับเจ้าตัวน้อยแรกเกิด ที่ชาคริตเองก็คาดไม่ถึงว่ามันยากขนาดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อเท่านั้น จึงจะสามารถอธิบายได้

“ก่อนเขาคลอด เราคิดว่าตัวเองต้องเป็นคุณพ่อที่เท่มากๆ อารมณ์แบบพ่อกับลูกชายซี้กันเหมือนเพื่อนกัน แต่พอมีจริงๆ มีแค่คำถามเดียวในหัว ‘เราเลี้ยงเขาถูกหรือเปล่า’ ความเท่ใดๆ ที่เคยฝันไว้ในหัว ไม่มีเหลืออีกเลย”

ชาคริตเป็นคนแรกต่อจากแพทย์ผ่าคลอด ที่ได้กอดน้องโพธิ์ เป็นโมเมนต์ที่เขาไม่เคยลืม และจากนั้นก็ต้องเริ่มเรียนรู้ สิ่งที่ควรทำ เช่นการเช็ดตัวลูก การอาบน้ำให้ลูก ซึ่งในช่วง 2 วันที่อยู่โรงพยาบาล ก็ไม่เจอปัญหาอะไรเท่าไหร่ เพราะมีพยาบาลคอยช่วยตลอด แต่พอกลับบ้านแล้วนั่นล่ะ ที่ชาคริตต้องเผชิญหน้ากับความจริง

“ตอนโพธิ์แบเบาะ ผมจะอยู่กะกลางคืน คุณแม่ต้องคอยพักผ่อนเพื่อที่จะสร้างนม คือ 6 เดือนแรก เราเลี้ยงกันเอง ไม่ได้มีพี่เลี้ยงมาช่วยอะไร ตอนดึกๆ ผมก็พยายามให้แอนได้พักมากที่สุด ส่วนเราก็หาทางกล่อมลูก คอยอุ้ม คอยทำอะไรก็ได้ ให้ลูกไม่ร้อง

“ความฝันของผม ณ เวลานั้น คืออยากให้เขาโตขึ้นเร็วๆ และพอเขาขวบนึงเมื่อไหร่ ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำอะไรให้ลูก ผมอยากจะทำอะไรดีๆให้เขากินด้วยมือตัวเอง”

หลังจากผ่านไป 1 ปี น้องโพธิ์จากที่เคยเป็นเด็กตัวเล็กๆ ร้องไห้จ้าแบบไม่มีเหตุผล ก็ค่อยๆ โตขึ้น โพธิ์เริ่มยืนได้ และเดินได้ และ ณ เวลานี้เอง ที่ชาคริตเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่า ไลฟ์สไตล์ของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“เมื่อก่อนตอนเราทำงานหนักๆ เราต้องออกไปเจอเพื่อน ไปปลดปล่อย ไปรีแล็กซ์ ไปหาอะไรกินเจ๋งๆ ข้ามเมือง แต่พอเรามีลูก เราไม่ได้ต้องการแบบนั้นแล้ว เมื่อก่อนเราทำงานเสร็จยังไม่อยากกลับบ้าน แต่เดี๋ยวนี้อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด อยากกลับมานอนได้กลิ่นเขา ต่อให้เขาหลับแล้วเราได้ดมกลิ่นเขาก็มีความสุขแล้ว เมื่อก่อนพอเสร็จงานเราโทร.หาเพื่อนแล้วถามอยู่ไหน เดี๋ยวไปหา แต่เดี๋ยวนี้เวลาเพื่อนโทร.มา เราก็บอกมันเลยว่าพรุ่งนี้จะอยู่กับลูก คงไปไม่เที่ยวด้วยไม่ได้หรอกนะ

“เราอยากเก็บเกี่ยวทุกความทรงจำที่มีร่วมกับเขา อย่างเวลาไปถ่ายละครต้องไปค้างที่อื่น แล้ว 2-3 วันได้กลับบ้าน เราจะเจอเขามีพฤติกรรมใหม่ๆ มีคำใหม่ๆ มันทำให้เราคิดว่า โมเมนต์ที่ได้อยู่กับลูกมันมีแค่ครั้งเดียว มันย้อนกลับมาไม่ได้ ส่วนเพื่อนน่ะ เจอกันเมื่อไหร่ มันก็สนุกได้เหมือนเดิมแหละ ดังนั้นทุกคนเข้าใจดีว่า ถ้าตอนลูกยังเล็ก เราก็อยากอยู่กับลูกก่อนจริงๆ

“และอีกอย่างที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปคือ เราระวังตัวมากขึ้น ผมคิดเสมอว่าผมตายไม่ได้ เราอยากจะอยู่บนโลกไปนานๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเราเจอสิ่งที่แย่ โดยที่เราไม่สามารถปกป้องเขาได้ ดังนั้นเราทำอะไรที่เสี่ยง ไม่คิดหน้าคิดหลังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว”

ในการพูดคุยกับชาคริต แย้มนาม ที่สิ่งที่เราสังเกตได้จากเขา คือไม่ว่าคิดจะทำอะไร ก็จะยึดลูกเป็นหลักไว้ก่อนเสมอ ทั้งเรื่องอาหารการกิน และเรื่องใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งชาคริตก็อธิบายว่า เขาเองอาจจะเผลอเล่าเรื่องลูกเยอะโดยไม่รู้ตัว ก็เพราะการได้มีโมเมนต์ร่วมกับลูก มันทำให้เขามีความสุขที่สุดจริงๆ

“ตั้งแต่มีลูกมา ผมจึงได้ค้นพบความสุขจริงๆ ว่ามันคืออะไร คือเขาก็เป็นเด็กที่น่ารักด้วย แต่ในมุมของความสุข เราก็มีแต่ความเป็นห่วง คิดเล็กคิดน้อยเช่น เขาจะปลอดภัยมั้ย จะเจออุบัติเหตุอะไร ที่ทำให้เราเสียเขาไปหรือเปล่า บางทีก็รู้สึกนะ ว่าเฮ้ย เราคิดเยอะจนเป็นโรคจิตหรือเปล่า แต่พอไปถามพ่อแม่คนอื่นเขาก็บอกว่า เขาก็เป็น นั่นก็เพราะพ่อแม่ย่อมรักลูกมากๆ มันก็เลยมาด้วยความกังวลอย่างช่วยไม่ได้”

ในช่วงท้าย เราถามชาคริตว่า สิ่งที่เขาคาดหวังในอนาคตจากนี้ไปกับลูกคืออะไร อยากให้ลูกโตไปเป็นอะไร มีสิ่งที่คิดเล่นๆกับภรรยาบ้างไหม

“ไม่ว่าเขาสนใจในแขนงไหน คือเราได้หมดเลย พร้อมสนับสนุนเขาเต็มที่ ถ้าเขาอยากทำอาหาร เราก็จะช่วยกัน หรือถ้าเขาอยากเข้าป่าปีนเขา ผมก็จะเข้าไปกับเขาด้วย ขอแค่ให้เขาได้ทำมันอย่างมีความสุข ได้ทำอะไรที่เป็นแพชชั่นของตัวเองจริงๆ ถ้าสิ่งที่เขาชอบ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เราพร้อมซัพพอร์ตเขาเต็มที่ อย่างผมโชคดีที่ได้ทำงานที่มันเป็นแพชชั่นของเรา ซึ่งเราก็หวังนะ ว่าลูกจะมีโอกาสได้ค้นพบสิ่งนั้นเช่นกัน”

หลังจากสัมภาษณ์ได้ 40 นาที น้องโพธิ์วิ่งเข้ามาเล่นกับคุณพ่ออีกครั้ง ท่าทางอยากจะให้รีบคุยกับเราให้เสร็จ จะได้ให้เวลาเขาบ้างเสียที ดังนั้นเราจึงยิงคำถามถึงชาคริต แย้มนาม เป็นข้อสุดท้าย

“คุณชาคริตคิดว่า ยอมตายแทนลูกได้ไหมครับ ?”

ชาคริต ตอบกลับทันที โดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่นิดเดียว “เป็นคำถามที่ตอบง่ายมากที่สุดในวันนี้เลย ไม่ต้องคิดเลย คำตอบคือ ได้ เพราะผมให้เขาได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของตัวเอง”

 

(advertorial)

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...