Advertisement

SHARE

ราคายางพุ่งทะลุ 60 บาทต่อกิโลกกรัม ครั้งแรกในรอบ 3 ปี รัฐบาลมั่นใจมาถูกทาง เดินหน้ายุทธศาสตร์ ‘การตลาดนำการผลิต’ บริหารอุปสงค์อุปทานในประเทศ
วันที่ 5 ก.ย. 2563 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราคายางพารายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขยับเกิน 60 บาทต่อกิโลกรัม เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการสั่งซื้อปริมาณมากหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน เพื่อให้ยางพาราไทยมีศักยภาพทางการแข่งขันเป็นที่ต้องการมากกว่าสินค้าจากประเทศอื่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ “การตลาดนำการผลิต” มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่/เพิ่มมูลค่า ต่อยอดและลดข้อจำกัดผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ เจาะตลาดผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะกลุ่ม ขยายตลาดต่างประเทศ ลดต้นทุนการผลิต
ทั้งนี้ จะมีโครงการเกิดขึ้นหลายโครงการ เช่น 1)โครงการสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาสินค้ายางพาราให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมยางพารา 2) แผนผลักดัน “สตาร์ตอัพ” เป็นการให้การช่วยเหลือแหล่งทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และ 3) โครงการรับเบอร์วัลเล่ย์ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้านวัตกรรมยางพาราครบวงจรของโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่าและดึงดูดนักลงทุน กยท.คัดเลือกพื้นที่ในจังหวัด นครศรีธรรมราช คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้
สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้จะมีผลกระทบต่อความต้องการใช้ยางพาราในภาพรวมช่วงต้นปี แต่การส่งออกถุงมือยางของไทย ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากมาเลเซีย กลับมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8-15%  รัฐบาลจึงตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก” ที่คาดว่าในปีนี้ จะมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก จะบูรณาการการทำงานกับหลายภาคส่วน เช่น กระทรวงพาณิชย์ผลักดันเรื่องการตลาด จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยาง การทำงานร่วมกันของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้ประกอบการถุงมือยาง เรื่องงานวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีถุงมือยาง
น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลยังได้เดินหน้าในเรื่องการจัดการอุปสงค์อุปทานยางพาราในประเทศ  ที่ผ่านมา มีการเร่งรัดการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว สำหรับปี 2563-2565 มีแผนการใช้ยางพาราของกระทรวงคมนาคม ปริมาณ 1 ล้านตัน ในโครงการอุปกรณ์ทางด้านการจราจร และยังมีมาตรการลดอุปทานยาง ตั้งเป้าทำโซนนิ่งพื้นที่ 2 ล้านไร่ ที่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนหรือปลูกพืชผสมผสาน คาดจะลดปริมาณการผลิตได้ประมาณ 5 แสนตัน เบื้องต้น ตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะทำการโซนนิ่งได้ 4 แสนไร่
“สำหรับโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ได้ผ่านการเห็นชอบในหลักการของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติแล้ว รอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่ารัฐบาลมีมาตราการสร้างเสถียรภาพราคายาง และดูแลชาวสวนยางในยามที่ราคาตกต่ำ แต่ทุกอย่างจะสำเร็จได้ก็ต้องมาจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน

ขณะที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  เตรียมปรับเป้าหมายราคายางพาราสูงขึ้นให้มากกว่า 65 บาทต่อกิโลกรัม  หลังผ่านเป้าหมายแรก 60 บาท ต่อ กก.
อย่างไรก็ตาม แม้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จะทะลุ 60 บาทต่อ กก. แล้วโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 (เฟส2) ยังคงต้องดำเนินการ เนื่องจากราคายางก้อนถ้วยที่เกษตรกรขายได้ยังห่างจากราคารับประกันอยู่มาก ซึ่งราคารับประกับขณะนี้ อยู่ที่ราคายางแผ่น 60 บาทต่อ กก. น้ำยางสด 57 บาทต่อ กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาทต่อ กก.
สำหรับการลดปริมาณพื้นที่เพาะปลูกยางปีละ 400,000 ไร่  กำหนดจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 16,000 บาท และดำเนินโครงการลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชอื่นทดแทน เป็นการปรับเปลี่ยนสวนยางที่มีอายุเกิน 25 ปีแล้วไปปลูกพืชอื่น

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...