Advertisement

SHARE

ในวิกฤติย่อมมีโอกาส” หลายคนเชื่อเช่นนั้น และคิดว่าในช่วงนี้ที่ไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ระบาด จนส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ นี่แหละเป็นโอกาสเหมาะที่จะเข้าไปลงทุน

ยกตัวอย่างง่าย ใกล้ตัวเลยก็คือ ตลาดหุ้นไทย (SET) ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว (2560) หุ้นไทยยังอยู่แถว 1,800 กว่าจุด ซึ่งช่วงนั้นหลายคนเชื่อว่าหุ้นจะทะยานไปถึง 2,000 จุดในไม่ช้า แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น SET ก็ปรับตัวลดลงมาเรื่อย จนมาเจอวิกฤติโควิด-19 ทำให้หุ้นไทยร่วงแรงจนหลุด 1,300 จุดไปแล้ว หลายคนจึงคิดว่า นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ซื้อของถูก  และฝันว่าอีกปีสองปีข้างหน้าหุ้นไทยจะสามารถทะยานกลับไปสู่ระดับ 1,700 – 1,800 จุดอีกครั้ง

แต่เพื่อน ทราบหรือไม่ ว่าในปี 2537 หรือเมื่อประมาณ 26 ปีที่แล้ว หุ้นไทยก็เคยขึ้นไปที่ระดับสูงสุด 1,753.79 กระทั่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ตลาดหุ้นบ้านเราลดลงมาอยู่ที่ 700 – 800 จุดเท่านั้น ซึ่งหลายคนคิดว่า นั่นคือจังหวะที่หุ้นไทยถูกสุด แล้ว  หารู้ไม่หลังจากนั้นหุ้นไทยกลับยังวิ่งลงไม่หยุดจนเหลือแค่ 200 กว่าจุดในปี 2541

แปลว่านอกจากในวิกฤติจะมีโอกาสแล้ว มันมีหายนะซ่อนอยู่เช่นกัน

ที่เกริ่นมาแบบนี้ไม่ได้จะขู่ให้ทุกคนตกใจกลัวจนไม่กล้าลงทุนนะครับ เพราะแม้ว่าการลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนเลยย่อมเสี่ยงกว่า เพียงแต่ถ้าเราจะเสี่ยง ก็ควรมีข้อมูลมากเพียงพอก่อนตัดสินใจลงทุนครับ เอาเป็นว่า ผมมีคำแนะนำมาฝากเพื่อน ที่อยากลงทุนในช่วงวิกฤติแบบนี้ครับ

  • โอกาสเหมาะที่จะลงทุน มาถึงแล้วหรือยัง

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องถามกลับไปก่อนว่า แล้วเพื่อน ๆ สนใจจะลงทุนอะไร  เพราะการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทมีจังหวะเวลาไม่เหมือนกันครับ

ถ้าจะลงทุนใน หุ้น ผมแนะนำว่าช่วงนี้ให้ถือเงินสดไว้ดีกว่าครับ เพราะตลาดหุ้นไม่ชอบอะไรที่ไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน  ซึ่งเรื่องที่ไม่แน่นอนหรือไม่ชัดเจนตอนนี้ก็คือ ไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเรายังไม่รู้เลยว่าประเทศต่าง ๆ จะสามารถควบคุมการระบาดได้เมื่อไหร่ หรือวัคซีนที่ใช้ต้านไวรัสตัวนี้จะผลิตออกมาได้หรือไม่ ช่วงเวลาไหน

ดังนั้น ถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ผมแนะนำว่าให้รอความชัดเจนก่อน หากมีสัญญาณบวกว่าประเทศต่าง ๆ สามารถควบคุมการระบาดได้ มียารักษา มีวัคซีนออกมาแล้ว เราค่อยไปลงทุนช่วงนั้นก็ยังไม่สายครับ อย่าคิดว่าเราจะต้องซื้อหุ้นในจุดที่ต่ำที่สุด เพราะไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ ไม่อย่างนั้นนักลงทุนคงรวยกันหมดแล้ว แต่ผมแนะนำว่าให้ซื้อหุ้นหรือกองทุนหุ้นในช่วงเวลาที่มีความชัดเจน และตลาดเริ่มส่งสัญญาณบวกดีกว่าครับ

  • ถ้ายังไม่ลงทุนในหุ้น ช่วงนี้จะลงทุนอะไรดี 

เรื่องนี้ก็ตอบยากเช่นกันครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน  มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะลงทุนแล้วมีแต่กำไร เพราะการลงทุนย่อมมีโอกาสขาดทุนด้วยเช่นกันครับ

ดังนั้น ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก (ยอมรับได้ถ้าขาดทุน) ผมแนะนำให้ลงทุนในทองคำสักประมาณ 10 – 20% ของพอร์ตการลงทุน เพราะแม้ว่าตลาดทองจะขึ้นมาสูงพอสมควรแล้ว แต่เมื่อความกังวลเรื่องโควิด-19 ยังมีอยู่ นักลงทุนบางส่วนก็ยังเชื่อมั่นว่าการลงทุนในทองคำปลอดภัยกว่าการลงทุนในหุ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการลงทุนในทองคำช่วงนี้ผันผวนมาก เพื่อน ๆ อาจต้องติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด ไม่เหมือนกรณีปกติที่รอ 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วค่อยปรับพอร์ตการลงทุน

แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนรับความเสี่ยงได้น้อยหรือไม่ได้เลย ผมก็แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำมาก เช่น ซื้อสลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากประจำพิเศษ หรือ ประกันสะสมทรัพย์ ดีกว่าครับ

  • ถ้า DCA อยู่แล้ว ควร DCA ต่อไปหรือพักก่อน

DCA หรือ Dollar Cost Average เป็นเทคนิคการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย โดยลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่า กันในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่ DCA จะเห็นผล ส่วนตัวผมแนะนำให้พิจารณาก่อนว่า สิ่งที่เรา DCA อยู่นั้น ในระยะยาวยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ เช่น ถ้าเรา DCA ในหุ้น เราควรตอบคำถามเบื้องต้นให้ได้ก่อนว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจนั้น ๆ ยังน่าลงทุนหรือไม่ ยังสร้างผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นอยู่หรือไม่

ถ้าคำตอบ คือ ใช่ – ผมแนะนำให้ DCA ต่อไปครับ เพราะช่วงที่หุ้นตกถือว่าเป็นช่วงที่เราได้ของถูก ทำให้ได้จำนวนหุ้นมากขึ้นในจำนวนเงินลงทุนเท่าเดิม มาลองดูตัวอย่างง่าย กันครับ สมมติว่าผม DCA หุ้นตัวหนึ่ง จำนวน 2,000 บาทต่อเนื่องทุก ๆ เดือน ตามตารางด้านล่างนี้

จะเห็นว่า ช่วงที่ผมเริ่มลงทุนหุ้นตัวนี้มีมูลค่าสูงถึง 13 บาท หลังจากนั้นหุ้นที่ผมเลือก DCA ก็ราคาลดลงเรื่อย ติดต่อกัน 6 เดือน มาสู่ระดับต่ำสุดที่ 6 บาท หลังจากนั้นก็มีการปรับตัวขึ้น-ลง จนจบปีที่ราคา 9 บาทต่อหุ้น ซึ่งก็ยังเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาหุ้นที่ผมเริ่ม DCA ในเดือนแรกด้วยซ้ำ

  • แต่เมื่อ DCA เป็นการเฉลี่ยต้นทุน คิดแบบง่าย  ก็คือ ผมลงเงินไปทั้งสิ้น 24,000 บาท (เดือนละ 2,000 บาท) ผ่านไป 12 เดือน ผมได้หุ้นกลับมา 2,841.94 หุ้น
  • แสดงว่าผมมีต้นทุนหุ้นเฉลี่ย 24,000 / 2,841.94 = 8.44 บาทต่อหุ้น
  • ถ้าผมขายหุ้นทั้งหมดออกไป เดือนที่ 12 ผมจะได้เงินกลับมา 2,841.94 x 9 =  25,577.47 บาท
  • แปลว่า ผมยังได้กำไร 25,577.47 – 24,000 = 1,577.47 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 6.57% เลยทีเดียว

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะถ้าเพื่อน ๆ สังเกตในตาราง ช่วงที่หุ้นราคาลงมาก ๆ จำนวนเงินที่ผมลงไปนั้นจะทำให้ผมได้จำนวนหุ้นกลับมามากขึ้น และเมื่อราคาหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้น จำนวนหุ้นที่ผมมีมันก็จะสร้างผลกำไรให้ผมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การจะ DCA แล้วให้ได้ผลตอบแทนแบบนี้ เราต้องเลือกหุ้นให้ถูก เพราะหุ้นบางตัวอาจมีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ อย่างเดียวก็ได้ และการ DCA หุ้นที่ดี เราไม่ควร DCA หุ้นแค่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น เพราะการลงทุนจะต้องกระจายความเสี่ยงออกไปด้วย แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่รู้จะ DCA หุ้นตัวไหนดี ผมแนะนำให้  DCA กองทุนดีกว่าครับ เพราะอย่างน้อยผู้จัดการกองทุนเขาเลือกหุ้นมาให้เราแล้ว

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...