9 เดือนผ่านไป ‘สิงห์ เอสเตท’ ประกาศรายได้รวมทั้งหมด 10,072 ล้านบาท เติบโตขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ เติบโตขึ้นถึง 34% ประกอบด้วย
- ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยสะสม 9 เดือน จำนวน 1,692 ล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการพร้อมโอน อย่าง “ลาซัวว์ เดอ เอส” โครงการแฟล็กชิพ Cluster Home, การรับรู้รายได้เต็มของโครงการ “ดิ เอส สุขุมวิท 36” และการโอนกรรมกรรมสิทธ์ของโครงการ “ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส”
- รายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 36 ล้านบาท
- การรับรู้ค่าเช่าของโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ ตามสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาวจำนวน 175 ล้านบาท
ส่วนรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯ ปรับเพิ่มขึ้น 16% โดยมาจากรายได้ของธุรกิจโรงแรมที่เพิ่มขึ้นถึง 18% รวม 7,222 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรมแรมบริษัทฯ (คำนวณเฉพาะห้องพักที่เปิดให้บริการของบริษัทฯ) ที่ 71% ปรับเพิ่มขึ้นถึง 12% จากปีก่อนหน้า
ทั้งนี้โรงแรมในเครือมีจุดแข็งด้านทำเล อยู่ในจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของการท่องเที่ยว มาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศ และกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุก
นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘S’ เปิดเผยว่า รายได้ของสิงห์ เอสเตท ในช่วง 9 เดือนแรกให้เติบโตได้ตามแผนการลงทุน ควบคู่กับการคุมต้นทุนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับช่วงการขยายธุรกิจและเปิดตลาดใหม่ ส่งผลให้เรามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำจากการดำเนินงานปกติ (Adjusted EBITDA) ที่ 2,276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ครอบคลุมทั้งธุรกิจที่พักอาศัยและโรงแรม
ในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะสามารถขับเคลื่อนผลประกอบการที่สูงที่สุดในปีได้ เนื่องจากการรับรู้ยอดโอนของโครงการใหม่ “สริน ราชพฤกษ์สาย 1” ที่มีมูลค่า 3,800 ล้านบาท โดยได้เปิดตัวในต้นไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างดีและมียอดจองเป็นไปตามเป้าหมายกว่า 10% โดยได้เน้นเจาะตลาดหลายกลุ่ม
- SUPER LUXURY ในกลุ่มราคา 50-100 ล้านบาทด้วยแบรนด์ SIRANINN
- PREMIUM LUXURY ในกลุ่มราคา 30-50 ล้านบาทด้วยแบรนด์ S’RIN
- LUXURY ในกลุ่มราคา 10-30 ล้านบาทที่ครองส่วนแบ่งการตลาดใหญ่ที่สุดของบ้านแนวราบ ด้วยแบรนด์ SHAWN
- ULTRA LUXURY ที่ระดับราคาสูงกว่า 100 ล้านบาท ในรูปแบบบ้านแบบ Cluster home อย่าง SMYTH
รวมถึงพอร์ตโรงแรม ซึ่งเป็นผลจากการที่ห้องพักรูปแบบใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว พร้อมเปิดให้บริการลูกค้าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของปี พร้อมทั้งปริมาณความต้องการเดินทางของลูกค้า Long-haul market ที่กลับมาคึกคักอีกครั้งตามการเปิดเส้นทางบิน
นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังเตรียมส่งมอบห้องชุดในกับลูกค้าโครงการ “ดิ เอ็กโทร พญาไทรางน้ำ” ในช่วงต้นปี 2567 รวมถึงคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่ลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ กลุ่มระดับราคา 100,000 – 200,000 บาทต่อตารางเมตร เน้นกลุ่มรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป โดยบริษัทฯ วางแผนจะเปิดขายในปี 2567 เป็นต้นไป
[ภาคการท่องเที่ยว หนุนธุรกิจโรงแรมโตต่อเนื่อง]
สำหรับธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นชัดเจนในไตรมาสสุดท้ายของปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567 จากการเติบโตต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างภูมิภาค
ทั้งนี้ สิงห์ เอสเตท ได้ปรับปรุงโรงแรมที่เป็นสินทรัพย์ศักยภาพของ SHR ได้แก่ โรงแรม Outrigger Fiji Beach Resort, โรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต, โรงแรม ทราย พีพี ไอซ์แลนด์ วินเลจ และโรงแรมบางส่วนในสหราชอาณาจักรยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้
โดยห้องพักรูปแบบใหม่พร้อมเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอีกครั้งในช่วง high season ของแต่ละประเทศ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าห้องพักที่ได้รับการปรับปรุงแล้วจะสามารถยกระดับ ADR ได้เฉลี่ยในช่วง 15% – 25%