Advertisement

SHARE

 รู้หรือไม่? ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ใช้งานเลขหมายโทรศัพท์มือถือมากถึง 93.7 ล้านเบอร์ และทุกๆ ปีจะมีโทรศัพท์มือถือใหม่จำหน่ายออกสู่ตลาดปีละประมาณ 14 ล้านเครื่อง โดยสัดส่วนราว 100,000 เครื่องต่อปี เป็นส่วนของผู้ใช้มือถือครั้งแรก และอีกประมาณ 14 ล้านเครื่องต่อปี เป็นการเปลี่ยนอุปกรณ์ของผู้ใช้มือถือเดิม (Replacement) ทั้งนี้ ยอดขาย 14 ล้านเครื่อง คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของประชากรไทยเลยทีเดียว  ถ้าเช่นนั้นแล้ว โทรศัพท์มือถือเก่าราว 14 ล้านเครื่องต่อปีที่ถูกทดแทนที่ขายออกไปใหม่ในทุกปีนั้นไปอยู่ที่ไหนบ้าง

ดีแทคขอเชิญชวนท่านมาร่วมสนทนากับกูรูด้านมือถือและการออกแบบกับ “ทิ้งให้ดี” โครงการที่ขอชวนผู้ใช้บริการมาร่วมจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมโลก

นายพีระพล ฉัตรอนันทเวช หรือ ปีเตอร์กวง ผู้อำนวยการแผนกอุปกรณ์สื่อสาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือนับเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีการเติบโตและมียอดขายสูงมากกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มาก ขีดความสามารถในการใช้งานก็สูงขึ้นในทุกๆ ปี เนื่องด้วยวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ปัจจุบันประชากรผู้ใช้โทรศัพท์มือถือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 130% ของประชากรไทย คือมีจำนวนเลขหมายเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกใช้มากกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนทำงานและนักธุรกิจที่บางคนมีโทรศัพท์มือถือใช้งานถึง 2 เครื่อง 2 เลขหมายด้วยกัน หรืออาจจะเป็น 1 เครื่อง 2 เลขหมายก็มี

แต่ในการเติบโตนั้น ก็มาพร้อมกับ “ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม” ที่สูงขึ้น เนื่องจากอายุการใช้งานที่ลดลงเหลือ 18-24 เดือนต่อเครื่อง ขณะที่ในอดีต อายุการใช้งานอยู่ที่ 24-36 เดือน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านแฟชั่นนิยมและการตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีการเปลี่ยนเครื่องใหม่เร็วกว่าสมัยก่อนมาก (รุ่นที่มีราคาสูงกว่าหมื่น) ขณะที่เซ็กเมนต์ที่มีราคาต่ำกว่าหมื่นจะมีพฤติกรรมการใช้งานที่นานกว่า เน้นอรรถประโยชน์มากกว่าความสวยงาม

“ตลาดโทรศัพท์มือถือมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก มีการแข่งขันสูงมาก แต่ละแบรนด์มีการออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ รวมกันปีละนับร้อยรุ่น ทำให้อายุของผลิตภัณฑ์ (shelf life) ของโทรศัพท์มือถือเหลืออยู่เพียง 6 เดือน จากเดิม 12 เดือน แสดงให้เห็นถึงปริมาณการบริโภคโทรศัพท์มือถือใหม่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การจัดเก็บมือถือเก่าที่ไม่ใช้แล้วยังคงถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” นายพีระพล กล่าว

นายพีระพล ฉัตรอนันทเวช หรือ ปีเตอร์กวง ผู้อำนวยการแผนกอุปกรณ์สื่อสาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

ชำแหละอุปกรณ์มือถือ

ปัจจุบันตลาดโทรศัพท์มือถือจะมีสินค้าใหม่ ๆ ที่ถูกนำออกสู่ตลาดปีละนับร้อยรุ่น องค์ประกอบโดยรวมของชิ้นส่วนภายในเครื่องแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. Main board หรือ PCB (Printed Circuit Board) เป็นส่วนประกอบหลักของโทรศัพท์มือถือที่มีชิ้นส่วนหลักๆ มากมายประกอบกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น CPU (หน่วยประมวลผล) ทำหน้าที่คำนวณ ประมวลผล สั่งการ คล้ายกับ “สมอง” ของโทรศัพท์มือถือ RAM/ROM (หน่วยความจำ) เพื่อเก็บข้อมูลและเป็นพื้นที่ให้ใช้ในการร่วมประมวลผลต่างๆ และยังมีอีกมากมายหลายชิ้นส่วน โดยชิ้นส่วนเหล่านี้ผลิตจากแร่มีค่าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ ทองแดง ตะกั่ว เงิน แพลเลเดียม ซิลิคอน เป็นต้น โดยแร่มีค่าเหล่านี้มีบทบาทในการสร้างเป็นชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเหนี่ยวนำทางเดินของวงจรไฟฟ้าและอื่นๆ ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลได้หากได้รับการแยกด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
  2. หน้าจอ (Display) เป็นส่วนที่ผู้ใช้งานสัมผัสมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมาร์ทโฟนที่กระบวนการสั่งการดำเนินการผ่านหน้าจอแบบ LCD หรือแบบ OLED ทั้งนี้ จอ LCD หรือ OLED นั้นมีส่วนประกอบเป็น “ผลึกเหลว” (Liquid crystal) สลับชั้นกับแผ่นแก้ว ซึ่งผลึกเหลวที่ถูกผนึกไว้ในหน้าจอนั้นมีเคมีที่มีความเป็นพิษอยู่ด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดเก็บที่ดีจะส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อมได้
  3. เเบตเตอรี่ (Battery) เป็นชิ้นส่วนที่ให้พลังงานไฟฟ้าแก่โทรศัพท์มือถือของเรา ซึ่งในอดีตมักมีโลหะหนักเป็นสารประกอบ โดยเฉพาะนิกเกิ้ล แคดเมียม และนิกเกิ้ล เมธัลไฮด์ดราย  แต่ในปัจจุบัน ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมาให้แบตเตอรี่แบบลิเธียมอิออน (Lithium-ion) หรือ ลิเธียมโพลีเมอร์ (Lithium-Polymer) ที่เพิ่มความจุของพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ชาร์จได้ไวขึ้น ทำให้โทรศัพท์มือถือยุคหลังมีขนาดเล็กลง เบาขึ้น และอายุการใช้งานในแต่ละครั้งนานขึ้น ด้วยวัตถุดิบเดียวกันนี้เอง เป็นเหตุผลให้โทรศัพท์มือถือต้องได้รับการจัดเก็บที่ดี ไม่เช่นนั้นอาจทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
  4. ตัวเครื่อง (Body) เป็นโครงสร้างหลัก เป็นส่วนประกอบของโทรศัพท์ที่มีดีไซน์ความหลากหลาย และแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายของตลาด ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นที่ผลิตจากพลาสติกแบบ PC+ABS อลูมิเนียม แสตนเลสสตีล กระจก ไปจนถึงโลหะไทเทเนียม ซึ่งนอกจากให้เรื่องความทนทานแล้ว ยังช่วยเสริมในแง่ของความสวยงามและภาพลักษณ์ของผู้ใช้งาน

มาตรฐาน RoHS เช็คลิสต์ที่ควรรู้

นายพีระพล กล่าวเสริมว่า จากปริมาณโทรศัพท์มือถือใหม่ที่ออกสู่ตลาดปีละ 14 ล้านเครื่องในประเทศไทย และนับร้อยล้านนับพันล้านเครื่องทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในฐานะ “ต้นทาง” ต่างให้ความสำคัญกับ “มาตรฐานทางอุตสาหกรรมต่อสิ่งแวดล้อม” มากขึ้น โดยปัจจุบัน ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือได้ยึดมาตรฐาน RoHS (Restriction of Hazardous Substances) ของสหภาพยุโรป เฉกเช่นเดียวกับโรงงานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ว่าด้วยเรื่องการใช้สารที่เป็นอันตรายในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดสารประกอบเพื่อผลิตเป็นโทรศัพท์มือถือ  ทั้งนี้ สินค้าที่จะนำไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปจะต้องผ่านมาตรฐาน RoHS ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2549 และได้เพิ่ม 4 สารต้องห้ามในปี 2562 เป็นต้นมา โดยมีสาระสำคัญคือ ชิ้นส่วนทุกอย่างที่ประกอบเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ตั้งแต่แผงวงจร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสายไฟ จะต้องผ่านตามข้อกำหนดดังกล่าว โดยสารที่จำกัดปริมาณในปัจจุบัน กำหนดไว้ 10 ชนิด ดังนี้

1.) ตะกั่ว (Pb) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  2.) ปรอท (Hg) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  3.) แคดเมียม (Cd) ไม่เกิน 0.01% โดยน้ำหนัก  4.) เฮกซะวาเลนท์ โครเมียม (Cr-VI) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  5.) โพลีโบรมิเนต ไบเฟนนิลส์ (PBB) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  6.) โพลีโบรมิเนต ไดเฟนนิล อีเธอร์ (PBDE) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  7.) พาทาเลต Bis(2-Ethylhexyl) phthalate (DEHP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  8.) เบนซิล บูทิล พาทาเลต (Benzyl butyl phthalate (BBP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก  9.) ไดบูทิล พาทาเลต (Dibutyl phthalate (DBP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก และ 10.) ดิโซบูทิล พาทาเลต (Diisobutyl phthalate (DIBP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก

ทั้งนี้ สินค้าใดที่ผ่านมาตรฐาน RoHS จะมีสัญลักษณ์วงกลม ที่มีตัวอักษร Pb คาดด้วยเส้นเฉียง หรือมีการระบุคำว่า RoHS compliant หรือ Pb-Free อยู่บนสินค้านั้นๆ

นอกจากนี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเอง ก็มีความตื่นตัวต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่จากแบรนด์ชั้นนำที่ผ่านมา ผู้ผลิตประกาศว่าจะไม่มีอะแดปเตอร์หัวชาร์จเจอร์ และหูฟังแบบมีสายในบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสินค้าทุกรุ่นอีกต่อไป ซึ่งทำให้ขนาดของกล่องบรรจุภัณฑ์มีขนาดเล็กลงไปโดยปริยาย ใช้กระดาษน้อยลง ขณะที่การขนส่งต่อเที่ยวสามารถมีจำนวนของสินค้าได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ทำให้การขนส่งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในภาพใหญ่ก็อาจจะทำให้จำนวนเที่ยวของการขนส่งด้วยยานพาหนะลดลงไปด้วย ถือเป็นการลดลงของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการขับเคลื่อนของเครื่องบินขนส่งและรถขนส่งสินค้าไปยังปลายทาง  นอกจากนี้ทางผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ๆ ในโลกต่างพร้อมใจในการสร้าง “นโยบาย” การช่วยรักษาสิ่งแลดล้อมของตัวเองขึ้นมาอีกด้วย ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ ก็มีแนวโน้มว่าในอนาคตอาจจะไม่ให้อะแดปเตอร์ตัวชาร์จไฟในโทรศัพท์บางรุ่นเช่นกัน

“แม้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในฐานะต้นทางของอุตสาหกรรมจะมีความพยายามในการจัดการต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพียงใด แต่ผู้บริโภคในฐานะปลายทางของ value chain ก็มีความจำเป็นในการตระหนักรู้ถึงผลกระทบหากโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วนั้น ไม่ได้รับการจัดเก็บและคัดแยกเพื่อทิ้งอย่างเหมาะสม เพราะสุดท้ายผลกระทบก็จะตกที่ผู้บริโภคเสียเอง” นายพีระพล กล่าว

นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน ดีแทค (ที่สองจากซ้าย) จัดงานเสวนา dtac Think Hai d เปิดมุมมองวิวัฒนาการมือถือผ่านเลนส์กูรูและผู้ผลิตระดับโลก ชำแหละชิ้นส่วนทางเทคโนโลยีและตัวแปรที่ผู้ผลิตต้องมีเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีไปพร้อมกับความยั่งยืน โดยมีนายพีระพล ฉัตรอนันทเวช หรือ ปีเตอร์กวง ผู้อำนวยการแผนกอุปกรณ์สื่อสาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค (ที่สี่จากซ้าย) นายสุทธิพงศ์ อมรประดิษฐ์กุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ออปโป้ ไทยแลนด์ (ที่ห้าจากซ้าย) นางสาวกัลยา โกวิทวิสิทธิ์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์และผู้ร่วมก่อตั้ง Fab Cafe (ที่สามจากซ้าย) ร่วมแชร์ความรู้และมุมมองในยุคที่ผู้ผลิตต้องขับเคลื่อนชิ้นส่วนทางเทคโนโลยไปพร้อมกับความยั่งยืน และทำไมต้อง ทิ้งให้ดี ที่ดีแทค

OPPO มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

นายสุทธิพงศ์ อมรประดิษฐ์กุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ออปโป้ ไทยแลนด์ กล่าวว่า OPPO มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการพัฒนาทุกกระบวนการ เพื่อให้ได้สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวเครื่อง การใช้วัสดุอุปกรณ์ การออกแบบซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ดังจะเห็นได้จากการที่ OPPO มีฐานการผลิตและทีมงานด้าน R&D ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นที่เซินเจิ้น ตงกวน เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น และซิลิคอนวัลเล สหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ที่ OPPO มีนโยบายในการลดการใช้พลาสติกในกระบวนการบรรจุภัณฑ์ ซึ่งได้เริ่มนโยบายดังกล่าวในตลาดยุโรปก่อน โดยมีการเปลี่ยนถาดรองอุปกรณ์ในกล่องมือถือเป็นกระดาษ พลาสติกบรรจุห่อสายชาร์จหรือกล่องพลาสติกใส่หูฟังถูกปรับมาใช้กระดาษจากธรรมชาติ ได้แก่ เยื่อไม่ไผ่ ซึ่งสามารถรีไซเคิลและย่อยสลายได้ง่าย จากนโยบายดังกล่าว ช่วยให้ OPPO Reno4 สามารถลดการใช้พลาสติกไปได้ถึง 93% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบเดิม

นอกจากนี้ OPPO ยังได้ใช้มาตรฐาน RoHS ในกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับแร่หายาก ซึ่งทำให้ขนาดชิปเซ็ตเล็กลง ลดปริมาณการใช้แร่หายากในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับ MediaTek ที่สามารถผลิตชิปเซ็ตขนาด 7 นาโนเมตร ซึ่งมีการติดตั้งในรุ่น Reno4 Z  ในปัจจุบัน ความร่วมมือกับ Snapdragon ซึ่งได้คิดค้นนวัตกรรมชิปเซ็ตขนาด 5 นาโนเมตรสำหรับ Snapdragon 875

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศความร่วมมือกับ Qualcomm ในการเป็นพันธมิตรเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีไว้ในงาน WMC 2019 และจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยีชิปเซ็ตล่าสุดงาน Tech Summit Digital 2020 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม นี้ ที่เมืองซาน ดิเอโก สหรัฐอเมริกา

“เราจะได้เห็นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนต่อไปในแผนงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการควบคุมและจัดการพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ สร้างแบบจำลองเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อยู่ในกลยุทธ์ทางธุรกิจ นำแนวคิดด้านการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งนี่เป็นทิศทางของ OPPO ที่กำลังก้าวไปในอนาคตอันใกล้” นายสุทธิพงศ์ กล่าว

นางสาวกัลยา โกวิทวิสิทธิ์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์และผู้ร่วมก่อตั้ง Fab Cafe

เทรนด์ออกแบบผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสู่ Circular Economy

นางสาวกัลยา โกวิทวิสิทธิ์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์และผู้ร่วมก่อตั้ง Fab Cafe กล่าวว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์มีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องและต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การใช้สอย (function) ความสวยงามน่าใช้ (Aesthetics) ความสะดวกสบายในการใช้ (Ergonomics) ความแข็งแรงคงทน (Construction) ราคา (Cost) กรรมวิธีการผลิต (Production) รวมถึงปัจจัยด้าน “วัสดุ” (Materials) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปริมาณขยะบนโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

“ในอดีต การออกแบบผลิตภัณฑ์มักคำนึงถึงความทนทานเป็นหลัก จึงมีการใช้วัสดุที่แข็งแกร่ง แต่อาจมีราคาแพง แต่ด้วยปัจจัยทางการตลาดที่กระตุ้นให้มีการซื้อถี่ขึ้น ปัจจัยด้านแฟชั่นนิยมของลูกค้า ทำให้เกิดเทรนด์การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพต่ำลง ทำให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าของแบรนด์หันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สอดรับกับแนวคิด Circular Economy” นางสาวกัลยา กล่าว

Circular Economy คือแนวคิดของระบบเศรษฐกิจที่ต้องการหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจนครบเกิดเป็นวงจร ตั้งแต่ภาคการผลิต การบริโภค ไปจนถึงการจัดการของเสียด้วยกระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการผลิตใหม่ (Re-material) ตลอดจนคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้า อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของทั้งระบบเศรษฐกิจเอง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดมลภาวะที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

นางสาวกัลยา กล่าวเสริมว่า ในแง่ของการพัฒนาวัตถุดิบเองก็มีความพยายามอย่างมากในกลุ่มนักวัสดุศาสตร์ (Material scientist) เพื่อให้วัตถุดิบสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ (Self-healing) หรือในกรณีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็มีแนวโน้มการเลือกใช้วัสดุจาก Electronics-based material สู่ Bio-degradable materials (สามารถสลายตัวทางชีวภาพได้) ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าของสินค้ารายใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญกับ Circular Economy มากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญคือ ต้นทุนของวัตถุดิบที่ได้มาจากการรีไซเคิล (recycled materials) มีราคาแพงกว่าวัตถุดิบบริสุทธิ์ (Virgin materials) อยู่มาก ทำให้การปรับใช้แนวคิด Circular Economy ในทางปฏิบัติยังคงเป็นไปได้ยากในสินค้าทั่วไป

ทั้งนี้ ภาครัฐและผู้กำกับนโยบายทางสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันแนวคิด Circular Economy ให้เกิดขึ้นผ่านการออกนโยบายสนับสนุน (Subsidy measures) โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวจะต้องมองให้ครอบคลุมทั้ง value chains ของผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต ตลอดจนการจัดเก็บ เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบใหม่อีกครั้ง

นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน ดีแทค

“ทิ้งให้ดี” ที่ดีแทค

นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน ดีแทค กล่าวว่า  โทรศัพท์มือถือล้วนประกอบไปด้วยสารประกอบทั้งที่รีไซเคิลได้และรีไซเคิลไม่ได้ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ กระบวนการจัดเก็บและการคัดแยก ดีแทคในฐานะหนึ่งในซัพพลายเชนของการบริโภคโทรศัพท์มือถือ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “ทิ้งให้ดี” ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามสู่เป้าหมาย Zero Landfills หรือลดการฝังกลบขยะให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2565 โดยลูกค้าดีแทคสามารถทิ้งโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช้แล้วได้ที่จุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ศูนย์บริการดีแทค 51 สาขาทั่วประเทศ ตามเว็บไซต์ https://dtac.co.th/sustainability/ewaste/

“ดีแทคส่งเสริมให้ลูกค้าและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง มุ่งหวังว่าจะช่วยลดปัญหาเรื่องสารเคมีปนเปื้อนที่รั่วไหลจากซากอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง” นางอรอุมา กล่าว

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...