Advertisement

SHARE

ใครที่ติดตามข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในต่างประเทศเป็นประจำ ก็จะทราบดีว่า หนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องการลดจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสลงได้มากเป็นลำดับต้นๆ ก็คือ เกาหลีใต้

 

เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เราจะเห็นว่า ยอดผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากเพียงไม่กี่สิบคน สู่หลักร้อยและหลักพันในเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงที่การระบาดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อภายในวันเดียวถึง 909 คน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ แต่ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวหลังจากนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง และในอีก 4 วันต่อมาก็ลดลงอีกครึ่งหนึ่ง และลดลงเรื่อยๆ หลังจากนั้น

 

 

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 64 ราย น้อยที่สุดในช่วงเกือบหนึ่งเดือน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ตัวเลขดังกล่าวกลับเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ในอิตาลีพบผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนทุกวัน แต่ในเกาหลีใต้มีผู้เสียชีวิตไม่เกิน 8 รายต่อวัน

 

เกาหลีใต้และจีน ถือเป็นประเทศที่มีการระบาดครั้งใหญ่ ที่สามารถลดอัตราการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มาตรการของเกาหลีใต้ อาจไม่ได้มีความเข้มงวดมากเท่าของจีน หรือไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการปิดประเทศที่อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ หรือในยุโรป

 

หลายประเทศได้นำแนวทางต่างๆ ของเกาหลีใต้ไปเป็นบทเรียนเพื่อใช้ในประเทศของตน ที่แม้จะไม่มีความซับซ้อนใดๆ แต่ก็มีความตรงไปตรงมา ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เช่นการตรวจหาเชื้ออย่างครอบคลุม และการสืบหาผู้ที่อาจติดเชื้อ รวมถึงการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากประชาชน

 

ด้านประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีสเตฟาน เลิฟเวียน ผู้นำสวีเดน ได้โทรขอคำปรึกษาจากประธานาธิบดีมุนแจอิน เพื่อขอรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับมาตรการของรัฐบาล

 

ส่วนนายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ได้กล่าวชื่นชมเกาหลีใต้ที่สามารถควบคุมการระบาดของไวรัสได้เป็นอย่างดี แม้จะต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ นำแนวทางของเกาหลีใต้ไปประยุกต์ใช้

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้กล่าวเตือนว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ยังคงไม่ใช่ความสำเร็จอย่างเต็มที่ เพราะเชื้อโรคยังอาจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดที่ยังคงรุนแรงอยู่ในหลายประเทศ

 

แต่ถึงกระนั้น นายสก็อตต์ ก็อตต์ลีบ อดีตกรรมาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ ได้ยกให้เกาหลีใต้เป็นประเทศต้นแบบ โดยระบุในทวตเตอร์ว่า “เกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้ด้วยระบบสาธารณสุขที่ชาญฉลาดและห้าวหาญ”

 

บทความในเว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ ได้เสนอ 4 บทเรียนจากเกาหลีใต้ที่ชาติต่างๆ ควรเรียนรู้ และอาจนำไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยยับยั้งการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทเรียนที่ 1: แทรกแซงให้เร็ว ก่อนลุกลามเป็นวิกฤต

 

เพียง 1 สัปดาห์หลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อปลายเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ร่วมหารือกับตัวแทนบริษัทยาหลายแห่ง และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ เริ่มการพัฒนาชุดทดสอบโคโรนาไวรัสในทันที โดยให้คำมั่นว่าจะเร่งอนุมัติอย่างเร่งด่วน

 

ภายใน 2 สัปดาห์ แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ชุดทดสอบนับพันๆ ชุด ได้เริ่มออกสู่ท้องตลาดในแต่ละวัน ปัจจุบัน เกาหลีใต้สามารถผลิตชุดทดสอบเชื้อได้ราว 1 แสนชุดต่อวัน และทางการกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับรัฐบาล 17 ประเทศ เกี่ยวกับการส่งออกชุดทดสอบ

 

ทางการเกาหลีใต้ยังดำเนินมาตรการฉุกเฉินต่างๆ อย่างรวดเร็วในเมืองแทกู ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงจากกลุ่มลัทธิทางศาสนา

 

นายคี โม-รัน นักระบาดวิทยา ผู้ให้คำปรึกษากับรัฐบาลด้านการรับมือการระบาด กล่าวว่า เกาหลีใต้สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน เนื่องจากเราทราบแหล่งใหญ่ของการแพร่เชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ และหากเราทราบเรื่องนี้ช้ากว่านั้น สิ่งต่างๆ ก็อาจเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่

 

ชาวเกาหลีใต้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการระบาดของโควิด-19 ในฐานะวาระฉุกเฉินแห่งชาติ หลังจากเคยมีบทเรียนมาจากการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส เมื่อปี 2015 ซึ่งทำให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตไปกว่า 38 คน

 

ทั้งนี้ เชื่อกันว่า เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ มีระยะฟักตัวตั้งแต่ติดเชื้อถึงแสดงอาการอยู่ที่ 5 วัน แต่ก็แตกต่างกันไปตามกรณี และตามมาด้วยอาการต่างๆ ที่ไม่รุนแรง ที่อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัด อาการป่วยในลักษณะนี้อาจใช้เวลานานถึง 1-2 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มรุนแรงขึ้น นั่นทำให้ผู้ป่วยที่ดูเหมือนมีเพียงไม่กี่สิบคน อาจมีจำนวนมากเป็นหลายร้อยหรือหลายพันคน

 

นายคิม กัง-ลิป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ กล่าวว่า ลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าวของไวรัสทำให้การตอบสนองแบบดั้งเดิมไม่ได้ผล และไม่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการระบาดได้

 

บทเรียนที่ 2: ตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ บ่อยครั้ง และทำอย่างปลอดภัย

 

เกาหลีใต้สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้มากกว่าประเทศใดๆ ในโลก ทำให้สามารถกักตัว และสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยทำการตรวจคัดกรองไปแล้วกว่า 3 แสนครั้ง หรือสูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 40 เท่า เมื่อเทียบอัตราต่อประชากร

 

 

นางคัง คยอง-ฮวา รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า “การตรวจคัดกรองถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันนำไปสู่การตรวจพบผู้ติดเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ และรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว และการตรวจคัดกรองคือกุญแจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังอัตราการเสียชีวิตที่ค่อนข้างต่ำ”

 

ทางการยังมีความพยายามในการทำให้โรงพยาบาลและคลีนิคต่างๆ ไม่ต้องรับผู้ป่วยจนเกินขีดความสามารถ ด้วยการเปิดศูนย์คัดกรองกว่า 600 แห่ง เพื่อให้สามารถคัดกรองผู้ป่วยได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และช่วยให้เจ้าหน้าที่ปลอดภัยที่สุด ด้วยการลดการสัมผัสและติดต่อกันให้ได้มากที่สุด

 

ที่ศูนย์คัดกรองแบบไดรฟ์ทรู กว่า 50 แห่ง ประชาชนไม่จำเป็นต้องลงจากรถ พวกเขาจะได้รับแบบสอบถาม การสแกนอุณหภูมิ และการป้ายคอ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 10 นาที และผลจะออกหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ส่วนที่ศูนย์คัดกรองแบบวอล์ค-อิน ผู้ป่วยจะเดินเข้าไปในในห้องที่คล้ายตู้โทรศัพท์แบบโปร่งแสง เจ้าหน้าที่จะใช้ไม้ป้ายคอ โดยใช้ถุงมือยางที่ติดอยู่กับผนังตู้

 

นอกจากนั้น ยังมีระบบการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์อัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ที่มีอาการหรือรู้จักผู้ที่มีอาการ เข้ารับการตรวจเชื้อ ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ ที่ให้คำแนะนำในการตรวจสอบอาการด้วยตนเอง

 

ส่วนตามสำนักงาน โรงแรม และอาคารขนาดใหญ่ มีการติดตั้งกล้องตรวจอุณภูมิ เพื่อตรวจสอบผู้ที่อาจมีไข้ ร้านอาหารหลายแห่งมีการวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนเข้าใช้บริการ

 

บทเรียนที่ 3: การสืบหาตัวผู้ที่อาจติดเชื้อ การกักตัว และการสอดส่องดูแล

 

เมื่อผลการคัดกรองเป็นบวก เจ้าหน้าที่จะต้องสืบหาเส้นทางการเดินทางและสถานที่ที่ผู้ติดเชื้อเคยไป เพื่อสืบหาและตรวจร่างกายบุคคลที่คนคนนั้นเคยติดต่อด้วย ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า การสืบหาตัวผู้ที่อาจติดเชื้อ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถค้นพบโครงข่ายของการแพร่ระบาดได้แต่เนิ่นๆ เพื่อตัดต้นทางการแพร่ระบาดออก

 

เกาหลีใต้เคยพัฒนาเครื่องมือและแนวทางปฏิบัติสำหรับการสืบหาตัวผู้ที่อาจติดเชื้อ ในช่วงการระบาดของโรคเมอร์ส เจ้าหน้าจะตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโดยใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกการใช้บัตรเครดิต หรือข้อมูลจีพีเอสจากรถยนต์และโทรศัพท์มือถือ

 

นายคี โม-รัน กล่าวว่า เราทำหน้าที่คล้ายกับนักสืบตำรวจ ในภายหลังได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดลำดับความสำคัญของความปลอดภัยทางสังคมให้เหนือความเป็นส่วนตัว ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตโรคติดเชื้อ และในช่วงที่การระบาดรุนแรงเกินกว่าที่จะติดตามการเคลื่อนที่ของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ได้หันมาใช้การส่งข้อความทางโทรศัพท์แทน

 

ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกคนจะได้รับการแจ้งเตือนฉุกเฉิน เมื่อใดก็ตามที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่ของตน ในเว็บไซต์และแอพต่างๆ จะแสดงข้อมูลเป็นรายชั่วโมง หรือบางครั้งอาจเป็นรายนาที เส้นทางการเคลื่อนที่ของผู้ป่วย ใช้รถประจำทางสายอะไร เวลาและสถานที่ที่ขึ้นและลงรถ หรือแม้แต่ว่าพวกเขาสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่ ส่วนใครที่เชื่อว่าตนอาจเคยใช้เส้นทางเดียวกับผู้ติดเชื้อ จะต้องรายงานไปยังศูนย์คัดกรองผู้ติดเชื้อ

 

ชาวเกาหลีส่วนใหญ่ยอมรับมาตรการนี้แม้จะต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัว เพื่อแลกกับความปลอดภัย

 

ประชาชนที่ต้องกักกันตัวเอง จะต้องดาวน์โหลดอีกแอปหนึ่ง ซึ่งจะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ว่าผู้ป่วยละเมิดการโดดเดี่ยวตนเอง และอาจต้องเสียค่าปรับเป็นเงินสูงถึง 75,000 บาท

 

เกาหลีใต้จะเก็บรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น และส่งผู้ป่วยที่อาการไม่หนักไปยังสถานพยาบาลพิเศษ ทำให้อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่เพียง 1.32%

 

บทเรียนที่ 4: ขอความช่วยเหลือจากประชาชน

 

เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่หรือเครื่องสแกนอุณหภูมิร่างกายไม่เพียงพอที่จะตรวจสอบทุกคนได้ ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที่ให้การช่วยเหลือ ขณะที่รัฐบาลแจ้งว่า การจะลดการระบาดลงได้ ประชาชนจำเป็นต้องได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน และประชาชนต้องให้ความร่วมมือด้วย

 

ส่วนการประกาศต่างๆ ผ่านสถานีโทรทัศน์ สถานีรถไฟใต้ดิน และโทรศัพท์มือถือ ได้ช่วยกระตุ้นเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ เน้นย้ำการเว้นระยะห่างทางสังคม และสถานการณ์การระบาดในแต่ละวัน

 

การส่งข้อความจะทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกันใกล้เคียงกับในยามสงคราม ผลโพลแสดงให้เห็นว่าประชาชาชนเห็นด้วยกับมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล โดยมีระดับความเชื่อมั่นที่สูง ระดับความตื่นตระหนกที่ต่ำ และไม่มีการกักตุนสินค้า

 

ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการคุ้มครอง ที่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโควิด-19 และแม้แต่ผู้ที่ไม่มีอาการก็ได้รับสิทธิพิเศษในการตรวจหาเชื้อได้

 

โมเดลแบบเกาหลีใต้นำไปใช้ในประเทศอื่นได้หรือไม่?

 

เครื่องมือและวิธีที่เกาหลีใต้ใช้นั้น แทบไม่มีความซับซ้อนหรือราคาแพง เช่นการใช้ถุงมือยางและก้านสำลีสำหรับการป้ายคอ และเมื่อเทียบกันเฉพาะในกลุ่ม 7 ประเทศที่มีการระบาดรุนแรงกว่าเกาหลีใต้ พบว่ามีถึง 5 ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า

 

ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุถึง 3 อุปสรรคสำคัญ ที่อาจทำให้เราไม่สามารถใช้โมเดลแบบเกาหลีใต้ได้ ซึ่งไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือเทคโนโลยี

 

1. เจตจำนงทางการเมือง หลายประเทศลังเลที่จะกำหนดมาตรการที่ยุ่งยากในกรณีที่ไม่มีการระบาดในระดับวิกฤ

 

2.เจตจำนงของประชาชน ความไว้วางใจทางสังคมในเกาหลีใต้นับว่าสูงกว่าประเทศอื่นๆ มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยตะวันตกที่มีการแยกอำนาจออกเป็นสองขั้ว และการสะท้อนกลับของนโยบายประชานิยม

 

3. เวลา ซึ่งนับเป็นสิ่งท้าทายที่สุด ดังที่นายคี โม-รัน กล่าวว่า ในการควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเกาหลีใต้ อาจเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศต่างๆ ที่ปล่อยให้แพร่ระบาดล่วงเลยนานจนยากเกินควบคุม

 

นายสก็อตต์ ก็อตต์ลีบ ยังระบุในทวิตเตอร์ว่า วิธีของเกาหลีใต้อาจช่วยสหรัฐฯ ได้ “แม้เราอาจสูญเสียโอกาสที่จะได้รับผลสำเร็จเช่นเกาหลีใต้ก็ตาม” เราจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นเดียวกับในอิตาลี

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...