{{-- --}}
Advertisement

SHARE

 

วันที่ 12 พ.ค. รายการ Workpoint Today ทางเพจ Workpoint News สัมภาษณ์นางทิชา ณ นคร นักสิทธิเด็ก เยาวชนและสตรี และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ถึงกรณีครู 5 คน รุ่นพี่ศิษย์เก่าอีก 2 คน ข่มขืนเด็กนักเรียนหญิงนานกว่า 1 ปี โดยคดีแรกผู้เสียหายเด็กหญิงอายุ 14 ปี มีผู้ถูกกล่าวหา 7 คน และกรณีผู้เสียหายอายุ 16 ปี มีผู้ถูกกล่าวหากลุ่มเดียวกัน 3 คน

นางทิชา กล่าวว่า คดีนี้เด็กถูกละเมิดยาวนาน ส่วนผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว เมื่อดูจากเหตุการณ์แล้ว สะท้อนภาพคนมีอำนาจมากและน้อยปะทะกัน ถ้าไม่มีตัวช่วยคนมีอำนาจน้อยย่อมเพลี่ยงพล้ำเลยตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ และคิดว่ารัฐมนตรีควรมีส่วนร่วม วันนี้จึงได้ไปพบกับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้แลกเปลี่ยนพูดคุย ซึ่งรัฐมนตรียินดีที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อช่วยให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม


จากประสบการณ์ที่ร่วมใน 2 คดีใหญ่ก่อนหน้านี้ คือ คดีน้ำเพียงดิน แม่ฮ่องสอน ที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซื้อบริการเด็ก และเด็กเข้ามาอยู่ในกระบวนการคุ้มครองพยาน รวมทั้ง คดีเกาะแรด ที่เด็กหญิง วัย 14 ปี ถูกคนในหมู่บ้านหลายคนร่วมข่มขืนเวลายาวนาน ทั้ง 2 กรณีเราเข้าไปช่วย Empower เพราะเด็กที่ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาระยะยาวจะบอบช้ำมาก

ถ้าเราให้เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ช่วยเหลือเขา ไม่ทำให้เขารู้สึกว่านี่คือความกล้าหาญ นี่คือสิ่งที่เป็นของขวัญของแผ่นดินเลยนะ เพราะไม่มีใครที่เอาผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลมาลงโทษได้ ถ้าหากขาดคนกล้าหาญมาแสดงตัว ซึ่งกระบวนการแบบนี้ไม่ใช่บอกเด็กหนเดียวแล้วจบ ต้องใช้เวลานานพอสมควร แบบนี้กลไกของรัฐอาจจะยังไม่มี แต่พวกเรามี ส่วนรัฐมีบ้านคุ้มครองเด็ก มีการคุ้มครองพยาน ซึ่งต้องใช้เงินและรัฐมีจึงเข้ามาช่วยกัน

ที่สุดทั้ง 2 คดี ผู้ที่ละเมิดเด็ดถูกลงโทษสูงมาก ซึ่งนั่นคือความร่วมมือภายใต้ทรัพยากรที่แตกต่างกัน ครั้งนี้จึงได้ไปพบรัฐมนตรี และขอให้มาช่วยกัน ซึ่งรัฐมนตรีก็สนับสนุนให้ลงพื้นที่โดยเร็ว ซึ่งเราเตรียมจะลงพื้นที่วันที่ 13 พ.ค.อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ลงพื้นที่จริงๆ คงไม่ได้ง่าย เพราะครอบครัวและเด็กไม่รู้จักเรา ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจกัน ให้คลี่คลาย เนื่องจากธรรมชาติคนที่ผ่านเหตุการณ์จะรู้สึกตัวองไม่ดี ไม่มีคุณค่า ใครจะจริงใจช่วยเหลือ ต้องการเวลาและการพูดคุยซึ่งเราพร้อมเพราะเข้าใจว่าเด็กผ่านอะไรมา

บ้านพักครู (แฟ้มภาพ)

ส่วนกรณีที่มีบางคนบอกว่าครู 5 คนเป็นคนดีไม่เคยทำอะไรเสียหาย ครั้งนี้แค่ผิดพลาด เราต้องตั้งหลักให้ดี อย่าคิดแบบหลวมๆ ต้องคิดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ใด นี่คือโรงเรียน ผู้ก่อเหตุคือ ครู อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ครูและสถานศึกษา มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เด็กขาวบ้าง เทาบ้าง เกเรบ้างครูต้องดึงสิ่งที่ดีงามของเด็กออกมา แก้ไขปรับปรุง ให้เขาเรียนรู้และเติบโต แม้ครูรู้ว่าเด็กอาจจะใช้ชีวิตส่วนตัวไม่เหมาะสม แต่ครูก็ไม่มีสิทธิ์จะไปซื้อบริการ หรือแสวงประโยชน์ทางเพศ ครูไม่มีสิทธิ์พูดอย่างนี้

จะบอกมีคนขายก็มีคนซื้อบริการ บอกว่าครูเป็นคนดี จะเอาความผิดพลาดนี้มาหักลบกันไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลที่คนเป็นครูไม่ควรมีหรือมาอ้าง นึกไม่ออกว่าตอนไปยืนสอนนักเรียนหน้าห้องใช้เหตุผลแบบนี้กับเด็กๆ ได้อย่างไร เด็กๆ จะเติบโตได้อย่างไรถ้าถูกขัดเกลาบ่มเพาะด้วยเหตุผลด้วยตรรกะที่วิบัติแบบนี้

สำหรับการให้อภัยเป็นเรื่องสำคัญ ตนเห็นด้วย แต่การให้อภัยต้องเกิดขึ้น หลังผู้กระทำสำนึกอย่างจริงใจ และผู้เสียหายต้องเปล่งวาจาให้อภัย จึงจะถึงจุดที่คุณจะให้อภัยตัวเอง สังคมให้อภัย คำถามคือ ตอนนี้คุณสำนึกแล้วหรือยัง ซึ่งไม่เชื่อว่าจะเร็วขนาดนี้ อย่าเอาตรรกะดีๆ มาอธิบายเพื่อฟอกคนส่วนหนึ่งให้ขาวสะอาด เราใช้มาตลอดเวลาแล้วชาติบ้านเมืองก็พัง เราทำแบบนี้เสมอแล้วก็กำลังจะทำในครั้งนี้อีก ยืนยันว่าไม่เห็นด้วย

นางทิชา กล่าวด้วยว่า กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องครู 5 คน รุ่นพี่อีก 2 คน งมีเพื่อนญาติ คนหลงผิดอีกมหาศาล สมการนี้สังคมไทยต้องช่วยกัน เด็กไม่ได้สู้แค่คน 7 คน แต่กำลังสู้กับทัศนคติบางอย่างของสังคมไทย เด็กอาจจะเพลี่ยงพล้ำในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา แต่เขาเป็นเด็กอาจจะพลาดได้ แล้วที่นั่นก็มีครูคนอื่น ทำไม่ครูไม่ช่วย นึกไม่ออกจะปล่อยเด็ก 2 คนโดดเดี่ยวได้อย่างไร การมีบ้านพัก การคุ้มครองพยานไม่เพียงพอ ใจที่บาดเจ็บต้องได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม และการกอบกู้ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์กลับคืนมาให้ได้ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสืบสวน และการสืบพยานในศาล

เด็กทุกคน รวมทั้งเราที่เป็นผู้ใหญ่ เราก็มีด้านมืด จึงต้องมีครู ผู้ใหญ่ไว้สอนเด็ก แต่ผู้ใหญ่ไม่มีสิทธิ์เล่นกับด้านมืดของเด็กแล้วมาพูดสร้างความชอบธรรมของตัวเอง ว่าเด็กขายบริการแล้วตัวเองไปซื้อ กระบวนการศึกษาจะปล่อยให้มีการคิดแบบนี้ไม่ได้ ถ้าคิดแบบนี้เขาเป็นแค่คนสอนหนังสือไม่ใช่ครู จิตวิญญาณความเป็นครูน่าจะหาไม่เจอแล้ว

สิ่งที่เป็นภาพใหญ่คือ ทัศนคติเรื่องอำนาจนิยม ใช้อำนาจต่อคนที่ด้อยกว่า ถ้าเด็กไทยได้คิดเคราะห์สม่ำเสมอ มีอำนาจในการตัดสินใจมีอำนาจต่อรอง จะมีครูหน้าไหน กล้าละเมิดสิทธิเด็กแบบนี้ ครูขู่คำ 2 คำเด็กก็เงียบ ขู่จะไม่ให้คะแนนบ้าง เพราะเป็นระบบที่เด็กถูกกดอยู่แล้ว บางทีอาจจะเชื่อมโยงกัน รากเหง้าจริงๆ อาจจะเป็น อำนาจนิยมในโรงเรียนหรือในบ้าน

สำหรับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ที่บอกว่าเด็ก 2 คนที่เปิดเผยเรื่องนี้ทำร้ายโรงเรียน ประจานโรงเรียนไม่ควรทำ ทัศนะของเด็กแบบนี้ทั้งที่มีข้อมูลมากมาย มนุษย์เราบางทีก็จะหลบไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่ถูกเกลียดชัง ไม่ถูกครูหาว่าไปอยู่เป็นพวกใคร คนกลุ่มหนึ่งเข้าไปอยู่ในทฤษฎีสมคมคิดโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่จะตัดตอนได้สิ่งเหล่านี้ ต้องฝึกให้รู้จัก คิดวิเคราะห์ แล้วจะหายไปเอง ต้องทำให้เป็นวิถีวัฒนธรรม ที่สุดเด็กจะสามารถจัดการได้ จะไม่มีใครมาให้สัมภาษณ์ ทั้งที่เพื่อน 2 คนถูกข่มขืนมาเป็นเวลายาวนานว่าการเปิดเผยเรื่องนี้เป็นการประจานโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม กรณีครั้งนี้ขอบคุณที่สังคมไม่เกรี้ยวกราดกับเด็กเท่ากับกรณีน้ำเพียงดิน ที่มองว่าเด็กเข้าสู่กระบวนการขายบริการทางเพศทำให้จังหวัดเสียหาย แต่กรณีมุกดาหารเด็กก็ยังถูกคนใกล้ชิด อย่างน้อย ครู 25-30 คนในโรงเรียน กับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่มองว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงโรงเรียน ที่เด็กอาจจะแคร์คนใกล้ตัวมากๆ เราต้องกอบกู้คุณค่านี้คืนมาให้เขาให้ได้ อย่างน้อยต้องยืนยันความกล้าหาญของเขา

“เด็กทุกคนไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน เราทุกคนเคยผ่านวันคืนที่เคยเป็นเด็กมาแล้วทั้งสิ้น เขาไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เขาไม่รู้ว่ามันจะขนาดไหน เขาเพิ่งผ่านโลกมาได้ไม่กี่ปี ความผิดพลาดเกิดกับมนุษย์ได้เสมอ ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ยังผิดพลาดได้ตั้งกลายครั้ง ดังนั้น ทุกครั้งที่เด็กผิดพลาดอย่าเพิ่งเกรี้ยวกราด ด่าทอเขา ซึ่งยิ่งทำให้เขารู้สึกด้อยค่าจนเขาหลบเข้าไปอยู่มุมมืดแล้วอาจจะทำอะไรที่พลิกผันไปอีก การเมตตา ไม่ใช่สปอยล์ แต่ทำให้เด็กมีกำลังใจก้าวออกมาสู่จุดที่ดีกว่า หลังจากความผิดพลาดไปแล้ว”

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...