Advertisement

SHARE

วันที่ 18 พ.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ แถลงถึงการจัดทดลองการเรียนทางไกลเป็นวันแรกว่า การเปิดเรียนยังยืนยันวันที่ 1 ก.ค. โดยจะให้มีการเรียนการสอนที่โรงเรียนโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง เพราะการเรียนที่โรงเรียนเด็กๆ จะได้คุณภาพที่เหมาะสมที่สุด จะมีมาตรการ เช่น การสวมหน้ากาก การเว้นระยะห่าง ลดจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 20 คน และเข้าเรียนเป็นผลัด

แต่เรายังไม่ทราบว่ากว่าจะถึงวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ใดบ้าง จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมจัดการเรียนการสอนที่อื่นนอกจากโรงเรียน โดยนำสื่อโทรทัศน์มาใช้ ซึ่งคาดหวังว่า สาระขั้นพื้นฐานจะเพียงพอต่อการแก้ปัญหาหากไม่สามารถเรียนที่โรงเรียนได้

ส่วนการเรียนออนไลน์จะใช้เสริมเฉพาะชั้น ม.4-6 ที่น่าจะพอมีอุปกรณ์ ส่วนนักเรียนที่ไม่มี สำรวจพบมีประมาณ 10% จะต้องเป็นการตัดสินใจของโรงเรียนที่จะให้ความรู้ที่ไม่ได้แตกต่างจากเพื่อนๆ โดยอาจจะให้เฉพาะเด็กกลุ่มนี้มาที่โรงเรียน

สำหรับการลงพื้นที่วันนี้ พบมีปัญหาหลายอย่าง เช่น บางบ้านมีกล่องแต่จูนสัญญาณทีวีไม่ได้, เว็บไซต์ล่มเพราะคนเข้าจำนวนมาก ซึ่งเราเตรียมระบบไว้แต่ไม่ได้คาดว่าจะมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้ดูผ่านทีวีแต่ดูผ่านมือถือ เราจะใช้เวลาช่วงนี้ถึง 1 ก.ค. ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

และน้องๆ ที่ใช้สมาร์ทโฟนในการเรียนและมีค่าใช้จ่าย เป็นหน้าที่ของตนจะปรึกษากับ รมว.ดิจิทัล และผู้ประกอบการ ก่อนจะนำเข้า ครม.เพื่อจะแบ่งเบาภาระในส่วนนี้ คาดจะเสนอได้สัปดาห์หน้า

“1 ก.ค. โรงเรียนทั่วทั้งประเทศต้องทำการเรียนการสอน ส่วนจะทำที่โรงเรียน ทำที่บ้าน และใช้ออนไลน์เสริมในส่วนของเด็กโต ต้องดูในแต่ละพื้นที่ในแต่ละบริบท ขอย้ำว่าไม่ต้องลงทุนในส่วนอุปกรณ์ ช่วง 40 วันที่จะถึงนี้ เป็นการสำรวจความเหมาะสม เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดเรียนในวันที่ 1 ก.ค. ”

จะพยายามทุกวิถีทางให้มีการสอนที่โรงเรียน เพราะที่บ้านมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ต่อให้เราสามารถบริหารจัดการได้ ก็ยังไม่เหมาะสมเท่าที่โรงเรียน แต่เราต้องเตรียมไว้เพราะเกิดมีการติดโรคระบาดในโรงเรียน โรงรียนนั้นก็ต้องปิด แต่เราเดินหน้าต่อได้ทันที ไม่ต้องมาตั้งหลักกันใหม่

รมว.ศึกษาธิการ ระบุด้วยว่า หากประเมินสถานการณ์ โดยถ้าวันนี้เป็นวันเปิดเรียน จะมีเพียง กทม. ภูเก็ต และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ที่ยังต้องใช้การเรียนผ่านโทรทัศน์และใช้ออนไลน์เสริม

เมื่อถามถึง กรณีบางพื้นที่ที่จะมีข้อจำกัดจริงๆ หากต้องเรียนทางไกล นายณัฎฐพล กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีโทรทัศน์ น่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงน้อย และเรียนที่โรงเรียนได้ แต่จะมีการประเมินร่วมกันกับในพื้นที่อีกครั้ง โดยในส่วนที่ไม่มีอุปกรณ์ต่างๆ อาจจะให้มีการจัดการเรียนการสอนที่อื่นๆ เช่น ที่ วัด ลานต่างๆ แทนถ้าเรียนที่โรงเรียนไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการแจกแท็บเล็ตแน่นอนเพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ

 

ต่อมาในเวลา 19.30 น. นายณัฎฐพล ให้สัมภาษณ์ในรายการ WorkPoint Today ถึงเรื่องการเปิดภาคเรียนอีกครั้งว่า ตั้งจะให้เปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.ค. ให้ได้ทุกโรงเรียน โดยมีมาตรการทางสาธารณสุขดูแล ส่วนการเรียนทางไกลผ่านโทรทัศน์และออนไลน์เป็นเพียงการเผื่อช่องทางเอาไว้ เพื่อให้น้องๆ ได้รับความรู้พื้นฐานหากอยู่ในพื้นที่ที่ยังเปิดเรียน 1 ก.ค. ไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่วันนี้พบการใช้สื่อโทรทัศน์ยังมีปัญหาอยู่บ้างแต่ยังมีเวลาอีก 40 วันในการแก้ปัญหาให้กับผู้ปกครองและเด็ก
 
 
สำหรับกรณีที่เปิดเรียนได้ 1 ก.ค. จะมีมาตรการ เช่น ลดจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน ถ้ามี 40 คน ต้องลดเหลือ 20 คนต่อห้อง และจัดวันและเวลาที่เรียนให้เท่ากัน กรณีเด็กเล็กที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่ จะต้องหาวิธีลดจำนวนเด็กต่อครู จากเด็ก 20 คนต่อครู 1 คน ต้องพยายามทำให้เหลือ เด็ก 7 คนต่อครู 1 คน ให้ได้ ซึ่งจะต้องหาผู้ช่วยครูมาดูในส่วนนี้ โดยเรามีงบประมาณอยู่แล้ว เพราะควบคุมการใช้งบประมาณมาตั้งแต่เดือน ก.พ. เพื่อมาใช้ในสถานการณ์โควิด
 
การจ้างผู้ช่วยครูก็จะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มีแนวทางช่วยเหลือผู้ไม่มีงานทำด้วย
 
 
เมื่อถามว่า มีข้อเสนอที่เห็นว่า โรงเรียนที่ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรจะเปิดเรียนได้ก่อนวันที่ 1 ก.ค. นายณัฎฐพล กล่าวว่า ต้องนำมาตรการทางการแพทย์มาประมวลในการตัดสินใจ เพราะโรงเรียนจัดอยู่ในโซนสีแดง ตอนนี้มีการเปิดกิจการโซนสีขาวและโซนสีเขียวแล้ว ต่อไปคือ โซนสีเหลืองแล้วจึงจะเป็นโซนสีแดง ดังนั้นต้องเปิดโซนสีเหลืองก่อน ถ้าจะไปเปิดสถานที่ที่เป็นโซนสีแดงแลยก็จะไม่เป็นไปตามที่ศูนย์โควิดวางเอาไว้ ส่วนของโรงเรียนถ้าจะเปิดส่วนใดก่อน จะมีทีมงานเสนอข้อมูลอีกครั้ง
 
 
ส่วนข้อวิจารณ์ว่าห้างสรรพสินค้าที่ดูมีความเสี่ยงมากกว่าโรงเรียนแต่เปิดได้ก่อน รมว.ศึกษาธิการ ตอบว่า ห้างสรรพสินค้าแม้จะเปิดแต่เปิดได้ไม่เต็มที่ทุกส่วน และเด็กเป็นคนที่เราต้องระมัดระวังที่สุด เพราะเด็กแม้ติดเชื้อแต่อาจจะไม่ออกอาการและวัฒนธรรมไทยเด็กอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ
 
 
ถ้าเด็กติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ กลับบ้านอาจจะไปติดผู้สูงอายุ แล้วถ้าติดทั่วทั้งประเทศจากการที่เด็กมาโรงเรียน ระบบสาธารณสุขของเรารับไม่ไหวแน่ ถึงวันนั้นใครจะรับผิดชอบ วันนี้จึงต้องเดินไปตามแผนที่วางไว้
 
“อดทนหน่อยครับ เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน ถ้าทุกคนร่วมใจกัน เราฝ่าปัญหานี้ได้”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...