ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้มีงานวิจัย 2 ชิ้นที่เปิดเผยถึงผลการตรวจสารภูมิต้านทาน (Antibody) ของผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19 มาแล้ว และก็ได้ข้อสรุปที่คล้ายกันคือ มีหลายตัวอย่างที่ตรวจไม่พบสารภูมิต้านทาน หลังจากเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน
ก่อนหน้านี้เคยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าร่างกายมนุษย์จะมีการสร้างภูมิต้านทานหลังจากได้รับเชื้อและรักษาจนหายแล้ว จนถึงกับมีการนำเสนอวิธีที่จะทำให้ประชากรมีภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ออกมา ก่อนจะถูกตีตกไปในภายหลังเนื่องจากยังไม่มีการศึกษายืนยันว่า ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
แต่ผลสรุปของงานวิจัย 2 ชิ้นล่าสุดที่ออกมานี้ คงพอจะยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่ามนุษย์เราไม่สามารถพึ่งภูมิคุ้มกันหมู่ในการหยุดการแพร่กระจายของเชื้อตัวนี้ได้
งานวิจัยชิ้นแรกเป็นความร่วมมือกันของ โรงพยาบาลจงหนานของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น และ มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตกาลเวสตัน ที่ทำการตรวจมากกว่า 23,000 ตัวอย่างจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ทำงานพบปะกับผู้ติดเชื้อโดยตรง
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าในตัวอย่างเหล่านี้มีอย่างน้อย 1 ใน 4 ที่น่าจะติดเชื้อ แต่ทว่าผลการตรวจเมื่อเดือนเมษายนกลับพบสารภูมิต้านทานเพียง 4% หรือ 1 ใน 25 เท่านั้น
ข้อสันนิษฐานจากงานวิจัยนี้ก็คือไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อจะมีสารภูมิต้านทาน และสำหรับคนที่มี ก็อาจจะอยู่ในร่างกายไม่นาน
ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นเป็นการศึกษาตัวอย่างจากเขตว่านโจว นครฉงชิ่ง ที่นำ 37 ตัวอย่างของผู้ที่ป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 และอีก 37 ตัวอย่างของผู้ที่ติดเชื้อชนิดเดียวกันแต่ไม่แสดงอาการ มาทำการตรวจหาสารภูมิต้านท้าน
จากการตรวจพบว่า 40% ของกลุ่มที่ไม่แสดงอาการนั้น ไม่สามารถตรวจพบสารภูมิต้านทานได้แล้ว ในขณะที่ 13% ของผู้ที่ล้มป่วย ก็ไม่เจอสารภูมิต้านทานเช่นกัน
การตรวจพบสารภูมิต้านทานในปริมาณที่ต่ำเช่นนี้ อาจเป็นอุปสรรคชิ้นหนึ่งในกระบวนการผลิตวัคซีน ที่จะสามารถป้องกันเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพได้
อย่างไรก็ตาม จำนวนตัวอย่างของการศึกษานี้ถือว่าน้อยมาก ทำให้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่ถือเป็นอีกก้าวที่อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถหาทางต่อกรกับไวรัสตัวนี้ได้ในอนาคต