Advertisement

SHARE

เมื่อเล่นมุก ‘PlayStation 5 คือเครื่องฟอกอากาศ’ อคติทางเพศหรือมุกพ่อบ้านใจกล้าเฮฮาในวงเหล้า

กลายเป็นดราม่าเล็กๆ ครั้งใหม่ในวงการไอที เมื่อ ‘ซู่ชิง’ หรือ ‘จิตต์สุภา ฉิน’ ผู้ดำเนินรายการและคอลัมภ์นิสที่คว่ำหวอดในวงการเทคโนโลยี ออกมาแสดงทัศนะอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่เห็นด้วยกับการเล่นมุกตลกโกหกแฟนหรือภรรยาว่า ‘เครื่องเกม PlayStation 5 เป็นเครื่องฟอกอากาศ’ เนื่องจากเครื่องเกมดังกล่าวมีรูปทรงที่ยากจะแยกว่าเป็นเทคโนโลยีประเภทใด

โดยระบุว่า “ถ้าคุณรู้สึกขำและเห็นว่ามุกนี้เจ๋งดี แปลว่าคุณกำลังคิดว่าผู้หญิงข้างตัวคุณไม่ฉลาด ไม่รอบรู้ ไม่ทันโลก คุณก็เลย relate กับมุกนี้ได้ คุณกำลังมองเขาเป็นตัวตลกที่ไม่รู้อะไรเลย”

พร้อมอธิบายต่อว่า “หรือถ้าคุณคิดว่าไอเดียนี่เข้าท่า น่าเอาไปทำจริงๆ แปลว่ารูปแบบความสัมพันธ์คุณน่าจะมีปัญหาถึงขั้นที่ไม่สามารถคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและใช้เหตุผลได้ ว่านี่คือสิ่งที่คุณอยากซื้อนะ สถานะทางการเงินไหวมั้ย เราจะได้ใช้ประโยชน์แค่ไหน มุกกลัวเมีย หรือพ่อบ้านใจกล้าทั้งหลายก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะทางไหน…มันก็ดูไม่ดีค่ะ”

และระบุว่าปกติมุกในลักษณะดังกล่าวจะมาจากเพจต่างๆ ที่มีผู้ชายเป็นผู้ดำเนินงาน แต่ครั้งนี้มาจากเพจทางการของ Shopee แพลตฟอร์มชอปปิ้งยอดนิยม

โดยหลังจาก ‘ซู่ชิง’ แสดงทัศนะ โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไปถึง 3.5 พันครั้งและมีคอมเม้นต์ถึง 3 พันรายการ และแม้จะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หลายความเห็นมองว่าเธอจุกจิกเกินไปกับเรื่องโจ๊กขำๆ ในวงเหล้า หรืออีกมุมมองว่าโฆษณานี้ล้อรูปร่างประหลาดที่ไปคล้ายกับเครื่องฟอกอากาศของ PlayStation 5 มากกว่าจะเกี่ยวโยงการเหยียดเพศหญิง

ในขณะเดียวกันก็มีหลายความเห็นเช่นกันที่เห็นด้วยกับเธอ และมองว่ามุกพ่อบ้านใจกล้า หรือมุกตลกในลักษณะกลัวเมียเกิดจากอคติทางเพศที่ส่งผลกระทบต่อทั้งเพศหญิงและเพศชาย

ในแง่หนึ่งทำให้ผู้หญิงรับบทคนมีอำนาจตัดสินใจซื้อ แต่ไม่มีความรู้ และในอีกแง่หนึ่งสะท้อนถึง ‘ความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในบ้าน’ ที่อาจมีปัญหา ด้วยผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ (หรือในทางกลับกันผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่) ย่อมมีอำนาจและมีสิทธิในการตัดสินใจเลือกซื้อความบันเทิงหรือสินค้าที่ตรงกับความชอบส่วนตัวได้ด้วยตัวเอง รวมถึงอาจตอกย้ำอคติทางเพศดั้งเดิมที่มองว่าเพศชายเป็นคนหาเงินเข้าบ้าน ส่วนเพศหญิงต้องมีหน้าที่เก็บรักษาเงิน

แล้วถ้าในมุมของแบรนด์บ้าง

หลายปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงตื่นตัวต่อประเด็นทางสังคมอย่างแท้จริงของผู้บริโภค ไม่ว่าจะในแง่อคติทางเพศ เชื้อชาติ หรือสีผิว จนทำให้ความตระหนักรู้กลายเป็นกระแสหลัก จึงไม่แปลกที่ในระยะหลังมักจะมีการเรียกร้องให้แบรนด์ยุติการทำโฆษณาที่แฝงอคติทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และสีผิว ไปจนถึง ‘การแบน’ ยุติการสนับสนุนแบรนด์จากประเด็นเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นกรณีโฆษณาเหยียดเชื้อชาติ เหยียดเกย์ เหยียดเพศหญิงของ Dolce & Gabbana ในจีนเมื่อปี 2561 ที่ทำให้ Dolce & Gabbana ถูกแบนสินค้าในจีนอย่างหนักแบบไร้ที่ยืน และแม้เจ้าของแบรนด์จะออกมาแจ้งว่าโดนแฮ็กอินสตาแกรมก็สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นในแบรนด์กลับมาได้

หรือกรณีใกล้ตัวในปีเดียวกัน แต่เกิดในประเทศไทยอย่างกรณี Swensen ชุดสตรอเบอร์รี่ นูเทลล่า ฟองดูที่มีเนื้อหาเหยียดทรานส์เจนเดอร์ ก็นำไปสู่การลบโฆษณาออกจากทุกแพลตฟอร์มในที่สุด

โดยไม่ใช่แค่ 2 แบรนด์นี้เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ประสบกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน

การเลือกสรรวิธีการทางการตลาดและการโฆษณาในยุคปัจจุบันจึงอาจต้องนำชิ้นงานมาพลิกมองอย่างเข้มข้นทั่วทุกมุมด้าน และใช้ความระมัดระวังมากกว่ายุคก่อน เพราะนอกจากโอกาสในการสูญเสียผู้บริโภคจากการแบนหรือยุติการสนับสนุนแล้ว แบรนด์ยังต้องระวังโอกาสในการถูกตีตราที่แม้จะพยายามยังไงก็ลบออกไม่หมด

ต้นโพสต์จาก ‘ซู่ชิง’ http://bit.ly/2N6IZqd ต้นโพสต์จากแบรนด์ http://bit.ly/3qhnUYc

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...