{{-- --}}
Advertisement

SHARE

สหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศล่าสุดที่ยกเลิกการเก็บภาษีผ้าอนามัยเมื่อ วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเลิกจัดสินค้าประเภทดังกล่าวเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและยกเลิกภาษีที่ต้องเก็บเพิ่มเติมหลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการมีอยู่ของภาษีดังกล่าวนั้นเหยียดเพศ

เดิมทีระบบภาษีของสหภาพยุโรปกำหนดว่า ผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอดจะถูกเก็บภาษีอย่างน้อย 5% เพราะถูกจัดว่าเป็นสินค้าสิ้นเปลือง 

ก่อนหน้านี้มีความพยายามกดดันรัฐบาลผ่าน change.org ในปี 2016 โดยมีผู้ร่วมลงนามกว่า 300,000 คน ขณะนั้นรัฐบาลนายเดวิด คามรอน ก็ร่วมเป้นส่วนหนึ่งในการกดดันสหภาพยุโรป จนสหภาพยุโรปออกประกาศว่าให้ประเทศสมาชิกมีทางเลือกว่าจะประกาศยกเลิกภาษีดังกล่าวหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศยกเลิกตามมาแต่อย่างใด

แต่เมื่อสหราชอาณาจักรออกมาจากสหภาพยุโรปแล้ว รัฐบาลก็ประกาศยกเลิกภาษีดังกล่าวทันที

เหตุการณ์นี้ทำให้นักเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเพศหลายคนออกมาประณามรัฐบาลที่ทำเสมือนว่าการยกเลิกภาษีผ้าอนามัยสำเร็จนั้นเป็นดอกผลของการออกจากสหภาพยุโรปได้สำเร็จ ซึ่งแท้จริงแล้วรัฐบาลเลือกจะประกาศยกเลิกภาษีดังกล่าวตั้งแต่ขณะที่อยู่ในสหภาพยุโรปก็ได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ

นอกจากนี้ การยกเลิกภาษีดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่จะ “ยุติความยากจนประจำเดือน” ด้วยการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ซับเลือดประจำเดือนโดยไม่กระทบสถานภาพทางเศรษฐกิจ

งานวิจัยจากองค์การ Plan International .U.K. ระบุว่าเด็กที่มีประจำเดือนอายึตั้งแต่ 14-2 ปี จำนวนกว่า 3 ใน 10 คน เดือดร้อนไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ซับประจำเดือนระว่างที่ต้องล็อกดาวน์ระหว่างการระบาดของโควิด-19

ในปี 2015 รัฐบาลสหราชอาณาจักรตั้งกองทุนภาษีผ้าอนามัยขึ้นมา เพื่อนำเงินที่ได้จากภาษีผ้าอนามัยจำนวน 47 ล้านปอนด์ ไปใช้กับงานการกุศลเพื่อผู้เปราะบางโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและสตรี

ขณะนี้ประเทศที่ยกเลิกภาษีผ้าอนามัยคือ ออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย มาเลเซีย เยอรมนี และหลาย ๆ มลรัฐในสหรัฐอเมริกา ขณะที่สก๊อตแลนด์กลายเป็นประเทศแรกที่ประกาศว่าผ้าอนามัยต้องเป็นสินค้าฟรีจากรัฐ

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...