SHARE

คัดลอกแล้ว

“ถ้าตอนนี้ไม่มีแรงงานข้ามชาติทำงาน ร้านเราแย่เลยนะ”

 

ณ ทางเดินเท้า ขนาดพอที่คนจากสองฝั่งเดินสวนกันไปมาได้ สำเพ็งในช่วงสายวันอาทิตย์ คับคั่งไปด้วยเหล่าลูกค้า ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเลือกจับจ่ายใช้สอยห้างร้านส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีแรงงานข้ามชาติคอยเป็นลูกมืออยู่หน้าร้าน ดูแลความเรียบร้อยภายใน พูดคุยกับลูกค้า รวมถึงงานแบกหามทั้งหลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า เดินไปตามตรอกซอกมุมไหน ล้วนเจอแรงงานข้ามชาติทำงานทั้งสิ้น

สุนี (นามสมมุติ) เปิดร้านขายกระเป๋าที่สำเพ็งมากว่า 20 ปี กล่าวว่า เริ่มจ้างแรงานข้ามชาติมา 6-7 ปีแล้ว เนื่องจากไม่สามารถหาแรงงานคนไทย เข้ามาทำงานดังกล่าวได้ รวมทั้งเมื่อทดลองจ้างงานคนไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าขาดความรับผิดชอบเมื่อเทียบกับแรงงานข้ามชาติ

“คนไทยออกไปทำงานอย่างอื่น หรือไปทำงานต่างประเทศกันเยอะ” สุนีเล่าในขณะคู่สามีภรรยาที่เป็นแรงงานจากประเทศเมียนมา กำลังยืนจัดสินค้าอยู่หน้าร้าน “เคยรับคนไทยเข้ามาทำงาน ทำสามวันหยุดสองวัน แรงงงานเมียนมารับผิดชอบมากกว่า เพราะว่าเขามาเพื่อเงิน สู้งานและไม่เกี่ยงงาน”

ไม่ใช่แค่สุนีเท่านั้นที่จ้างแรงงานข้ามชาติ เพราะหาแรงงานคนไทยมาทำงานไม่ได้ แต่ผู้ประกอบการอีกหลายเจ้า ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวต่อจากนี้ กำลังฉายให้เห็นว่า แรงงานข้ามชาติกำลังเข้ามาแย่งงานคนไทย หรือเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในยุคที่ต้องพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติ ในวันที่ประเทศเรามีแรงงานไม่เพียงพอ

[ทำไมต้องเป็นแรงงานข้ามชาติ]

“จ้างงานคนไทยง่ายกว่า แต่ไม่มีคนไทยมาทำงาน เราก็อยากจ้างคนไทยเป็นตัวเลือกแรก”

สุนีเล่า พร้อมอธิบายให้ฟังว่า ตอนนี้ร้านของเธอจ้างแรงงานข้ามชาติทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็นการทำงานกะเช้า 2 คน กะค่ำ 2 คน มีหน้าที่ทำทุกอย่างตั้งแต่เปิดร้าน จัดของ พูดคุยกับลูกค้า โดยมีสุนีทำหน้าที่ดูแลการเก็บเงิน

“เขาไม่ได้มาแย่งงานคนไทย เรายังยืนยันในฐานะผู้ประกอบการ ว่าเราหาคนไทยมาทำงานไม่ได้”

เธอมองว่า ไม่อยากให้กระแสสังคมมีอคติต่อแรงงานข้ามชาติ สุนีให้ความเห็นว่า แรงงานที่ทำงานกับเธอเข้ามาทำงานแลกเงิน เพื่อนำเงินส่งกลับไปดูแลครอบครัว และสุนีเอง ยังมองแรงงานของเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง ด้วยอายุที่ไล่เลี่ยกับลูกชาย

“วันนี้ขายของไม่ดี เขาก็จะเปิดบทสวดมนต์ภาษาพม่า” สุนี เล่าว่า ด้วยความเชื่อว่าการเปิดบทสวดมนต์จะส่งเสริมโชคลาภ ลูกจ้างของเธอจึงทำทุกวิถีทาง “เขาก็อยากช่วยให้เราขายของได้เยอะๆ อย่าไปเกลียดชังเขาเลย แรงงานเมียนมาเป็นคนมีน้ำใจ”

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่เจ็บป่วยหรือมีปัญหาใด สุนีก็มักเป็นที่พึ่งของลูกจ้าง ในฐานะที่พวกเขาไม่รู้จักใครในประเทศไทย ทำให้แรงงานข้ามชาติที่ทำงานอยู่กับเธอ ต่างมีอายุงานที่ค่อนข้างนาน เพราะอยู่ในสภาวะถ้อยทีถ้อยอาศัย

ทั้งสุนียังทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้ประกอบการ กลับมองว่า สังคมไทยตอนนี้ควรกังวลการเข้ามาของกลุ่มทุนจีน มากกว่ามากังวลเรื่องการเข้ามาของแรงงานข้ามชาติเสียอีก

“ตอนนี้สำเพ็งกำลังจะเจ๊ง ธุรกิจจีนเข้ามาเยอะเกินไป สมัยก่อนสินค้าจีนเป็นผู้ค้าส่งเรา แต่ตอนนี้เขาเข้ามาขายปลีกเอง เปิดร้านเอง และธุรกิจจีนเขาไม่สนใจใครทั้งสิ้น เขาทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งการขายตัดราคา”

[ความต้องการแรงงานข้ามชาติ ยังคงพุ่งสูงขึ้น]

“ในอนาคตความต้องการแรงงานคงมากขึ้น เพราะสาขาเปิดเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 2 สาขา พนักงานต่อสาขา 20 คนที่ต้องเพิ่มเข้ามา”

กนกกาญจน์ เชาว์ไวย์ เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล ธุรกิจเชนร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่มีลูกจ้าง 151 คน โดยกว่า 80% เป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่ต่างจากสุนี กนกกาญจน์เล่าว่าบริษัทของเธอไม่มีคนไทยเข้ามาสมัครงาน

“เราอยากรับคนไทยเข้ามาทำงาน มีคนไทยเข้ามาสมัครบ้าง แต่ทำงาน 2-3 วันก็หายไป”

กนกกาญจน์ มองว่า ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่อยากทำงานเป็นเจ้านายตัวเอง โดยเฉพาะงานนอกระบบที่เกิดใหม่ เช่น การขายของออนไลน์ เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม การเป็นอินฟูลเอนเซอร์ รวมบางส่วนต้องการงานที่มั่นคง กว่างานในร้านอาหารเช่นนี้

“คนไทยอยากทำงานที่มีสวัสดิการดี ช่วงเทศกาลได้หยุด ทำให้งานภาคบริการตอนนี้ค่อนข้างหาคนไทยมาทำงานได้ยาก”

ทั้งนี้ ไม่ใช่แรงงานข้ามชาติทุกคนจะเข้ามาทำงาน ในบริษัทที่กนกกาญจน์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลนั้น ทักษะขั้นพื้นฐานที่แรงงานต้องมี คือ สื่อสารภาษาไทยได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอมองว่า บริษัทอยากจ้างงานคนไทยมากกว่า รวมทั้งขั้นตอนการทำเอกสารจ้างงานของแรงงานข้ามชาติที่ยุ่งยาก

“จ้างคนไทยง่ายกว่า นโยบายของร้านเรา คือต้องจ้างงานคนไทยเป็นอันดับแรก แต่มันไม่มีและธุรกิจต้องเดินหน้า ก็ต้องใช้แรงงานข้ามชาติมาทำงาน”

ทั้งนี้ ในฐานะผู้จัดการฝ่ายบุคคล การจัดการเอกสารและลงทะเบียนต่อใบอนุญาตทำงานให้แรงงานข้ามชาติ กนกกาญจน์ ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่ง ณ ปัจจุบันภาครัฐมีความพยายามผลักดันให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาอยู่ในระบบ Pre-Mou ตามมติ ครม. 24 กันยายน 2567 ที่ให้แรงงานข้ามชาติสัญชาติกัมพูชาและเมียน มาขึ้นทะเบียนตามระบบข้อตกลง โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง แต่สามารถขึ้นทะเบียนผ่านสถานทูตได้

“เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบ Pre Mou ขั้นตอนมันยุ่งยากมากขึ้น ในเมื่อแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว”

สำหรับกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานแบบใหม่ หรือ Pre-MOU นั้น ทางจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  ได้ให้ข้อมูลกับทาง TODAY ว่า ปัจจุบันมีเพียงแรงงานจากกัมพูชาเท่านั้น ที่เห็นชอบกับแนวทางการต่ออายุแบบ Mou แต่ทางการประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนาม ยังไม่พร้อมที่จะให้การรับรองระบบดังกล่าว จึงอยู่ระหว่างการกำหนดแนวทางการต่ออายุใบอนุญาตทำงานที่เหมาะสม ท่ามกลางความกังวลของกลุ่มนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ ในช่วงเวลาสุญญากาศทางนโยบายเช่นนี้

โดยจำนงค์ได้ระบุถึงข้อดีของการนำระบบ Mou มาใช้ ว่าทำให้แรงงานไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง สามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้ในประเทศไทย และจะได้รับอนุญาตทำงาน 2 ปี ต่ออายุได้อีกครั้งเดียวไม่เกิน 2 ปี รวมทั้งแรงงานสามารถถือหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง เป็นหลักฐานแสดงตนแทนการใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย

ทั้งนี้ กนกกาญจน์ ร้องขอให้ภาครัฐทำระบบที่ง่าย และไม่ซับซ้อน รวมทั้งใช้ระบบออนไลน์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดได้ ซึ่งเธอเข้าใจว่า กระทรวงแรงงานพยายามที่จะพัฒนาแล้ว แต่เธอยังอยากให้ทำระบบให้สมบูรณ์ก่อนนำออกมาใช้ ไม่ใช่เป็นการทดลองเปลี่ยนระบบไปเรื่อยๆ และทำให้ภาระตกมาอยู่กับนายจ้างที่เสียค่าใช้จ่าย และเสียเวลาไปกับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานข้ามชาติ

“มันปฏิเสธการใช้งานแรงงานข้ามชาติไม่ได้อยู่แล้ว” กนกกาญจน์กล่าวในตอนท้าย

“ถ้าวันหนึ่งไม่มีแรงงานข้ามชาติ ก็จะส่งผลต่อธุรกิจร้านอาหารพอสมควร ร้านเราลูกจ้าง 80% คือแรงงานข้ามชาติ ถ้าเกิดเขากลับบ้านกันไปหมด เราคงขาดแคลนคนทำงาน”

[สิทธิของแรงงานข้ามชาติ ผลกระทบที่ส่งต่อมาถึงผู้ประกอบการไทย]

นายจ้างสีขาว เป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กในประเทศไทย ตั้งแต่ SME, เกษตรกร, ปศุสัตว์, ประมง, และกลุ่มนายจ้างครัวเรือน ที่จ้างแรงงานข้ามชาติมาทำงานบ้าน และเผชิญกับอุปสรรคในการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งการถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง รวมทั้งแบ่งปันข้อมูลในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ในเมื่อเราพึ่งพากลไกรัฐไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนแบบนี้”

นิลุบล พงษ์พยอม เป็นตัวแทนของกลุ่มนายจ้างสีขาว ที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนและแสดงความไม่เห็นด้วยกับระบบการจ้างแรงงานข้ามชาติแบบ Pre-Mou ที่เป็นการสร้างภาระและค่าใช้จ่ายให้กับนายจ้าง โดยออกมาเรียกร้องอยู่หลายต่อหลายครั้ง ทั้งเดินทางไปพูดคุยกับกระทรวงแรงงาน, รัฐสภา เพื่อขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติ ที่จะช่วยส่งเสริมให้นายจ้างทำงานได้ง่ายขึ้น

“ถ้านายจ้างไม่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแบบนี้ คนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากแรงงานข้ามชาติ ก็คือตัวนายจ้างเอง”

นิลุบล เล่าว่า ก่อนที่จะออกมาเคลื่อนไหว แรงงานข้ามชาติในสถานประกอบการของเธอเคยถูกควบคุมตัว ทั้งๆ ที่ทำเอกสารทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ในฐานะนายจ้าง เธอจึงเริ่มออกมาเป็นปากเสียง และทำงานร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพราะสุดท้ายนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ ส่งผลต่อนายจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“แรงงานข้ามชาติต้องเข้าสู่ระบบตามกฎหมายและต้องเสียภาษี พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่จับจ่ายใช้สอยในเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐสมควรทำคือการจัดระเบียบพวกเขา ด้วยการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง” นิลุบลกล่าว

ด้าน โรยทราย วงศ์สุบรรณ ที่ปรึกษาการรณรงค์นโยบายเพื่อเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติแห่งประเทศไทย (Migrant Working Group) รวมทั้งเป็นนายจ้างของแรงงานข้ามชาติ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ผู้ประกอบการไทยพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติสูงมาก นโยบายที่เปลี่ยนแปลง มีโอกาสจะก่อให้เกิดการชะงักงันในการจ้างงาน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ผู้ประกอบการจะลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว เพื่อสะท้อนไปถึงตัวผู้กำหนดนโยบาย

“การกำหนดนโยบายแรงงานข้ามชาติ จะมีผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มันเลยไม่เคยสะท้อนเสียงของธุรกิจขนาดเล็ก และธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมมีโอกาสในการปรับตัวกับนโยบายของภาครัฐ ได้มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก”

โรยทราย อธิบายว่า แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก 5-10 คน การที่แรงงานหายไปแค่ 1-2 คน สามารถส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำงานของทั้งบริษัทได้

“นายจ้างต้องมาแบกรับค่าใช้จ่ายจากนโยบายของกระทรวง ในวันที่เศรษฐกิจไทยไม่มีโอกาสให้เติบโต รัฐยังทำให้ศักยภาพการแข่งขันจำกัดลงไปอีก”

โรยทรายอ้างถึงระบบการจ้างแรงงานข้ามชาติ Pre-Mou ที่ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้นายจ้าง และเพิ่มปัจจัยความเสี่ยงให้แรงงานข้ามชาติ ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ทำให้แรงงานทั่วโลกถูกละเมิดมากที่สุด คือหนี้ที่เกิดจากการพยายามทำตัวให้ถูกกฎหมายในประเทศนั้นๆ”

หลายครั้งผู้ประกอบการไม่ตั้งใจจะเอาเปรียบแรงงาน แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการจ้างงาน สามารถนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่ตั้งใจ อันเป็นผลพวงจากนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล ตามความเห็นของโรยทราย

“ครั้งนี้ค่าต่ออายุการทำงานไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ในขณะที่ค่าแรงงานสำหรับแรงงานข้ามชาติ ไม่มีทางเกิน 15,000 บาทต่อเดือน นั่นเท่ากับว่าอัตราค่าเอกสารคิดเป็นเงินเดือน 1 เดือนและต้องทำทุกปี”

โรยทรายกล่าวในฐานะนายจ้าง ที่เป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้แรงงานข้ามชาติที่เธอจ้างงาน พร้อมกล่าวว่าครอบครัวของเธอจ้างแรงงานข้ามชาติมาทำงานบ้านมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่สามารถหาคนไทยมาทำงานได้

นี่จึงเป็นข้อสรุปของ ที่ปรึกษาการรณรงค์นโยบายเพื่อเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติแห่งประเทศไทย ที่มองว่า ในวันที่เศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยไม่มีแนวโน้มว่าจะมีขนาดเล็กลง ประกอบกับปัจจัยเรื่องความอิสระ และค่าตอบแทนที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ สนับสนุนให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งยังคงทำงานนอกระบบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร มีโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้ามาในประเทศไทยมากแค่ไหน ก็ยังมีงานรองรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติอยู่ตลอด เพราะความต้องการจ้างงานจากฝั่งนายจ้างไทย มีอยู่ไม่ได้ขาด

 

ผลงานชิ้นนี้ ถูกผลิตภายใต้โครงการ UNDP Media Fellowship on Sustainable Development

podcast

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า