Advertisement

SHARE

ผู้คนส่วนใหญ่มักคาดหวังให้ตนเองและผู้อื่นมีความสัมพันธ์กับคนรักที่เป็นไปตามครรลองอันดีงามของสังคม โดยมีการพัฒนาความสัมพันธ์ไปตามลำดับที่ควรจะเป็น และมีเป้าหมายคือการแต่งงานและอยู่อาศัยร่วมกัน มาพร้อมกับสัญญาทางใจว่าจะรักเดียวใจเดียว (Monogamy)  ซึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งท่ามกลางความสัมพันธ์รูปแบบอื่นที่มีความแตกต่างหลากหลายบนโลกใบนี้

เอมี่ กาห์แรน (Amy Gahran) เจ้าของบล็อกด้านความสัมพันธ์ Solo Poly ระบุว่าคนบางกลุ่มไม่ได้เหมาะสมหรือไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับคู่รักในรูปแบบเดิม ๆ ที่จะต้องค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และต่างคนต่างก็รู้จุดหมายของความสัมพันธ์อยู่แล้ว เสมอไป  แต่พวกเขาเลือกที่ดำเนินความสัมพันธ์ในแบบที่สบายใจและเหมาะสมกับตัวเองมากกว่า 

จากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,500 คนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ประเภทต่างๆ มากมายหลายแบบที่ไม่ได้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมของสังคมและคนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าแปลกหรือผิดศีลธรรมตัวอย่างความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นการมีความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคน (Polyamory) โดยทุกคนที่อยู่ในความสัมพันธ์นี้รับรู้และยินยอมการแลกเปลี่ยนคู่นอนหรือการสวิงกิ้ง การมีความสัมพันธ์ทางไกลที่ต่างคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายสามารถมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นนอกจากตัวเองได้ หรือการเลือกที่จะไม่อยู่อาศัยร่วมกับคู่รักหลังจากแต่งงานแล้วเป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์แบบ BDSM-kink ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ โดยอาจจะเป็นความสัมพันธ์ทางเพศหรือไม่ก็ได้ รวมไปถึง คู่รักเพศเดียวกันที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย “ห้ามถามห้ามตอบ” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ห้ามกลุ่มคนที่รักเพศเดียวกัน และ ไบเซ็กชวล เปิดเผยถึงรสนิยมทางเพศของตน ขณะที่ทำงานอยู่ในกองทัพสหรัฐอเมริกา คนโสดที่ให้ค่ากับการมีความสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ต้องการแต่งงานหรืออยู่อาศัยกับร่วมกันคนรัก และคนที่ให้ความสำคัญกับงาน การเรียนหรือสิ่งที่ตนเองสนใจมากจนไม่ต้องการมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก

รูปแบบความสัมพันธ์ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่าความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดทั้งกายและใจมีหลายประเภทกว่าที่ทุกคนคิด 

เอมี่ยังระบุว่า ผู้ที่เข้าร่วมตอบคำถามในการสำรวจครั้งนี้หลายคน แสดงความโล่งอกโล่งใจ หลังจากก้าวออกจากความสัมพันธ์ในรูปแบบเดิม ๆ ที่สังคมคาดหวังให้เป็น และค้นพบรูปแบบความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า การดำเนินความสัมพันธ์ในรูปแบบปกติ อย่างเช่น การมีคู่ครองคนเดียว หรือการที่ต้องอาศัยอยู่กับคนรักไปตลอดชีวิตนั้น ไม่ได้เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่เหมาะกับทุกคน 

นอกจากนี้พวกเขายังกล่าวว่าการก้าวออกมาจากความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมแน่นอนว่ามีความเสี่ยงแต่สิ่งที่ได้จากประสบการณ์นี้คือความยืดหยุ่นที่มีมากขึ้นต่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดต่างๆ (Intimate relationship) ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมหรือความสัมพันธ์แบบในรูปแบบอื่นๆ 

ฉันหวังจริง ว่าคนที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปตามขนบประเพณีของสังคมนี้ จะเข้าใจว่า คุณไม่จำเป็นต้องไปตัดสินความสัมพันธ์ของใครก็ตามว่ามันผิดหรือมันถูก คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขาทำ และคุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งที่คุณทำอยู่ หนึ่งในกลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์ในประเภทความสัมพันธ์ที่หลากหลายกล่าว และเธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การตระหนักรู้ (Awareness) การยอมรับ (Acceptance) และการเห็นคุณค่า (Acceptance) ในความหลากหลายทุกประเภท ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าไม่เพียงแต่เฉพาะกับคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคมและโลกใบนี้ 

รูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน 

เอมี่ระบุว่า การยกระดับความสัมพันธ์’ (The Relationship Escalator) ไม่ได้เป็นลักษณะความสัมพันธ์ที่ทุกคนในสังคมต้องการ

โดยเอมี่ใช้คำว่า การยกระดับความสัมพันธ์’ (The Relationship Escalator)’ เพื่ออธิบายถึงประเภทของความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม ที่สังคมคาดหวัง ความสัมพันธ์ของคู่รักต้องพัฒนาและก้าวไปตามลำดับที่ควรจะเป็น ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงจุดสูงสุด ซึ่งในแต่ละสังคมก็มีขั้นตอนการยกระดับความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันไปอยู่กับวัฒนธรรมหลักและวัฒนธรรมย่อยของสังคมนั้นๆ 

ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัด ในสังคมตะวันตก ในขั้นแรกของยกระดับความสัมพันธ์คือการสานสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยการเกี้ยวพาราสีหรือการชวนออกเดตบ้างเป็นครั้งคราว และพัฒนาขึ้นไป ๆ ตามลำดับ เช่น การคบกันเป็นแฟนอย่างเปิดเผย การปรับวิถีการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกันมากขึ้น การมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทั้งทางกายและทางใจ การย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน จนถึงการหมั้นหมาย และขั้นสูงสุดของระดับความสัมพันธ์ก็คือการแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีคู่ครองได้เพียงคนเดียวเท่านั้น หรือ การสัญญาว่าจะรักเดียวใจเดียวนั้นเอง

เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ที่มีการยกระดับความสัมพันธ์เป็นขั้นเป็นตอนแล้วนั้นจะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับลักษณะความสัมพันธ์ที่คล้ายคลึงกับสังคมเอเชียและสังคมไทยบางส่วนซึ่งดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีกทั้งความเคร่งครัดบางอย่างของลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลให้คู่รักอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกทั้งยังมีสิทธิประโยชน์ทางสังคมกฎหมายและผลประโยชน์อื่นๆอีกมากมายที่ได้รับหลังจากการแต่งงานนั้นคือเหตุผลว่าทำไมชาว LGBTQ ถึงเรียกร้องให้มีกฎหมายรับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

เอมี่ชี้ให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าว ทั้งในมุมที่ว่าทำไมรูปแบบความสัมพันธ์นี้อาจจะไม่ได้ส่งผลดีหรือไม่ได้เหมาะสมกับทุกคนในสังคม รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

ความสัมพันธ์ที่ต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ความคาดหวังที่สังคมกดดัน

เอมี่ระบุว่าเมื่อเริ่มเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์แล้วเป็นเรื่องยากและต้องใช้ความพยายามอย่างมากหากต้องการถอยหลังกลับไปในระดับความสัมพันธ์ก่อนหน้าทางที่ดีที่สุดคือเดินหน้าต่อไปเท่านั้นซึ่งถ้าหากว่าคนนี้ยังไม่ใช่คนที่สุดท้ายแล้วจะแต่งงานหรือใช้ชีวิตด้วยสุดท้ายก็ต้องจบความสัมพันธ์และไปเริ่มต้นใหม่กับคนอื่น 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนจะขอยกตัวอย่างในกรณีที่เมื่อความสัมพันธ์ถูกพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดซึ่งนั้นก็คือการแต่งงานและอาศัยอยู่ร่วมกันแล้วการหย่าร้างและการยุติความสัมพันธ์ลงจะกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่าหนักใจเพราะจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านความสัมพันธ์กับทั้งคนรักเก่าเพื่อนฝูงและครอบครัวของเขาด้วย

 นอกจากนี้ แนวคิดที่ว่า ความสัมพันธ์จะต้องถูกยกระดับเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดนั้นมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมอย่างมาก โดยผู้คนส่วนใหญ่รับแนวคิดดังกล่าว และนำมาใช้เพื่อพิจารณาและกำหนดเป้าหมายในชีวิตของตน อีกทั้งยังใช้ในการเลือกคู่ครอง ประเมินความสัมพันธ์ของตนเองและคู่รัก รวมถึงตัดสินความสัมพันธ์ของผู้อื่น โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งคำถามและพิจารณาเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน อีกทั้งยังคิดว่าลักษณะความสัมพันธ์นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็น 

และถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งอาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ แต่ตราบใดที่บุคคลนั้นกำลังมองหาความสัมพันธ์ที่มีรูปแบบดังกล่าว แสดงว่าบุคคลนั้นมีความปรารถนาและนับว่าเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์นี้แล้ว

มากไปกว่านั้น การที่ไม่สามารถบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับความสัมพันธ์ คนในสังคมบางส่วนก็ได้ตัดสินว่าบุคคลนั้นประสบความล้มเหลว ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่รู้จักโต เห็นแก่ตัวและไม่น่าเชื่อถือไปเสียแล้ว ในทางกลับกันหากผู้ใดที่ ‘ประสบความสำเร็จ’ ในการยกระดับความสัมพันธ์ สังคมก็จะมองว่าบุคคลผู้นั้นช่างเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ และเป็นคนที่ควรค่าแก่ความรักและความเคารพ 

หลังจากแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่พบว่าชีวิตการแต่งงานไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด  และไม่มีความสุข จะส่งผลให้เริ่มมีความกดดันที่ผลักให้ทั้งคู่ต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสังคมของมนุษย์ ที่ไม่อยากให้ตนเองถูกตั้งคำถามจากสังคมเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งความพยายามรักษานี้คือการพยายามที่จะคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่คู่แต่งงานจะได้รับ รวมถึงเป็นการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการหย่าร้าง

ทำความเข้าใจความสัมพันธ์แบบเปิด

อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือในรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวมีพื้นที่เพียงพอสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเท่านั้นส่งผลให้ผู้ที่ต้องการคบหาดูใจกับคนรักมากกว่า 1 คน  (Polyamory)  และผู้ที่ต้องการมีความสัมพันธ์แบบเปิด (Open Relationship) คือการที่คู่รักเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่ผูกมัด นั้นไม่สามารถดำเนินความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ได้

เอมี่ได้ระบุว่าการนอกใจมักเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ต้องมีการยกระดับนี้ การรักเดียวใจเดียวแบบปลอมๆ มีให้เห็นโดยทั่วไปมากกว่าคู่รักที่รักเดียวใจเดียวกันจริงๆ ซึ่งการนอกใจนี้ส่งผลให้ฝ่ายที่นอกใจถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิด ส่วนผู้ที่ถูกนอกใจก็มีสิทธิที่จะหึงหวงโดยชอบธรรมเมื่อค้นพบความจริง 

การนอกใจจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้ยุติความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยสำหรับฝ่ายที่แอบไปมีความสำพันธ์ลับ ๆ กับคนอื่นนั้นไม่ได้ถือว่ากระโจนออกไปจากการเลื่อนระดับความสัมพันธ์ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวคู่รักกลางทางเท่านั้นเอง แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ การนอกใจเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีคู่ครองเพียงคนเดียว ที่คนรู้จักมากที่สุด เพราะรูปแบบความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่มีคู่ครองหลายคน โดยทุกฝ่ายต่างรับรู้และยินยอม กลับถูกเหมารวมและตราหน้าว่าเป็นความสัมพันธ์ที่น่ารังเกียจไปด้วย

เอมี่ยังได้เน้นย้ำตอนสุดท้ายว่า การมีความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมหรือความสัมพันธ์ที่ต้องมีการยกระดับความสัมพันธ์นั้น เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่ง ที่ไม่ได้ไปบังคับให้ใครเลือกทางเลือกนี้ ในการดำเนินความสัมพันธ์ของตน ผู้คนต่างมีส่วนในการตัดสินใจเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ของตนเอง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะเลือกทางเลือกใด สิ่งสำคัญคือการเปิดใจยอมรับ และการเห็นคุณค่าในความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่แตกต่างออกไป 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...