อังกฤษกังวลไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ในแอฟริการุนแรงกว่า หลังนักวิทยาศาสตร์พบกลายพันธุ์ซับซ้อน หวั่นวัคซีนอาจต้านเชื้อไม่ได้
วันที่ 4 มกราคม 2564 เว็บไซต์อัลจาซีรารายงานอ้างนายแม็ตต์ ฮานค็อก รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ ที่ให้สัมภาษณ์กับวิทยุบีบีซี โดยยอมรับว่า ในตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษกำลังกังวลถึงไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ในแอฟริกาใต้ เพราะสันนิษฐานว่า ไวรัสกลายพันธุ์จากแอฟริกาใต้น่าจะมีความรุนแรงกว่าไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ในอังกฤษ
การเปิดเผยของรัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ สอดคล้องกับข้อมูลที่สถานีโทรทัศน์ ITV สื่ออังกฤษได้รับจากแหล่งข่าวว่า ในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์อังกฤษกังวลอย่างมากถึงไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ในแอฟริกาใต้เช่นกัน เพราะไม่มั่นใจว่าวัคซีนที่มีการพัฒนาขึ้นจะสามารถต้านเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ในแอฟริกาใต้ได้หรือไม่
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สาเหตุที่ไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ในแอฟริกาใต้มีแนวโน้มรุนแรงกว่าสายพันธุ์อังกฤษ เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ที่ซับซ้อนกว่า และส่งผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของโปรตีนหนาม (Spike Protein) ในจุดสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้แพร่เชื้อไปยังเซลล์ของมนุษย์
ก่อนหน้านี้ผู้ผลิตวัคซีนรายสำคัญอย่างบริษัทไบโอเอ็นเทค (BioNTech) ออกมาสร้างความเชื่อมั่นว่า วัคซีนที่พัฒนาขึ้นสามารถต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ได้ แต่หากเกิดกรณีที่วัคซีนไม่สามารถต้านเชื้อกลายพันธุ์ขึ้นมา ทีมผู้พัฒนาสามารถพัฒนาวัคซีนใหม่ที่ต้านเชื้อกลายพันธุ์ได้ภายใน 6 สัปดาห์ แต่วัคซีนที่พัฒนาต้องเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตใช้งานใหม่ทั้งหมด
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พบไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์อย่างน้อย 2 แห่ง คือที่อังกฤษและแอฟริกาใต้ โดยการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 มีผลโดยตรงให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของอังกฤษในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้้นเกือบ 55,000 คน และทำให้นานาชาติปิดพรมแดนผู้ที่เดินทางมาจากอังกฤษและแอฟริกาใต้ เพื่อป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ระบาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดว่า ไวรัสที่กลายพันธุ์จะมีฤทธิ์รุนแรงจนผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบกับไวรัสดั้งเดิม