Advertisement

SHARE

(แฟ้มภาพ) การวิจัยโรคมะเร็ง โดยนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ด้านภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับโรคมะเร็ง HPV (Photo by SAUL LOEB / AFP)

ทีมวิจัยคณะนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ค้นพบวิถีปฏิกิริยาใหม่ จุดอ่อนจุดใหม่ของมะเร็ง ซึ่งสามารถทำให้เซลล์เนื้องอกได้รับแรงกระตุ้นเกินขีดจำกัดและทำลายตัวเองไปในที่สุด

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 62 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ค้นพบจุดอ่อนจุดใหม่ของมะเร็ง ซึ่งสามารถทำให้เซลล์เนื้องอกได้รับแรงกระตุ้นเกินขีดจำกัดและทำลายตัวเองไปในที่สุด

มะเร็ง คือกลุ่มเซลล์ผิดปกติที่ก่อตัวเป็นก้อนและโตขึ้น โดยสามารถเกิดขึ้นที่ส่วนใดก็ได้ในร่างกาย ขณะที่ผู้ป่วยจะหายจากโรคมะเร็งได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการโตและขนาดของเนื้องอก รวมถึงบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเซลล์มะเร็ง

นักวิทยาศาสตร์พยายามมาเป็นเวลาหลายปีในการมุ่งศึกษายีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เอ็มวายซี (MYC) ซึ่งเป็นยีนที่กระตุ้นการเติบโตของเนื้องอกในมะเร็งหลายประเภท ในระหว่างที่เนื้องอกกลายพันธุ์หรือมีการแสดงออกที่เพิ่มสูงขึ้น (over-expressed)

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ เซลล์ ไบโอโลจี (Nature Cell Biology) เผยว่า คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ค้นพบวิถีปฏิกิริยาใหม่ (pathway) ซึ่งสามารถทำงานคู่ไปกับยีน MYC และอาจเป็นจุดอ่อนของยีน MYC เอง

วิถีปฏิกิริยาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโปรตีนที่เรียกว่า เอทีเอฟ4 (ATF4) โดยหากยับยั้งโปรตีนชนิดนี้ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเนื้องอกได้ก็จะสามารถกำจัดเนื้องอกได้เช่นกัน

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้นั่นคือเราต้องศึกษาต่อไปเพื่อจำกัดการเติบโตของเนื้องอกให้เป็นไปในทางที่เซลล์มะเร็งไม่อาจจะหลีกหนีได้ง่ายๆ และการศึกษาของเราก็มีเพียงเป้าหมายนี้เท่านั้น” ศาสตราจารย์คอนสแตนติโนส คูเมนิส (Constantinos Koumenis) ผู้เขียนวิจัยร่วมอาวุโส กล่าว

คณะนักวิจัย พบว่า เมื่อพวกเขากำจัด ATF4 ในเซลล์หรือในหนูทดลอง เซลล์เนื้องอกจะเริ่มสร้าง ATF4 เพิ่ม และสลายไปเองในที่สุด เนื่องจากได้รับแรงกระตุ้นเกินขีดจำกัด การทดลองนี้จึงเป็นการยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกในหนูทดลองที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งลำไส้ได้สำเร็จ และเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า การทดลองนี้อาจนำไปสู่วิธีการรักษาที่อาจได้ผลกับมนุษย์ด้วย

“ขณะนี้พวกเรากำลังศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าวิธีนี้จะไม่ส่งผลผิดพลาดรุนแรงใดๆ” ดร.เฟเวน เทไมร์ (Feven Tameire) ผู้นำงานวิจัย ระบุ

คณะนักวิจัย กล่าวว่า การวิจัยต่างๆ ในอนาคตจะเน้นศึกษาว่าด้วยเหตุใด ATF4 จึงทำงานในลักษณะนั้น ซึ่งอาจช่วยให้เข้าใจว่ายังมีเป้าหมายที่เป็นไปได้อื่นใดหรือไม่ในกระบวนการดังกล่าว

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...