AWC เทเงินลงทุนหลักหมื่นล้าน ลุย 3 โปรเจกต์ ‘แลนด์มาร์ก’ ใหม่ท่องเที่ยวไทย เผยสถานการณ์ยืดเยื้อ-ไม่แน่นอนกระทบหลายภาคส่วน แนะธุรกิจต้องปรับจับดีมานด์ที่ยังแข็งแกร่ง เน้นวางกลยุทธ์สร้างสมดุล เร่งปรับตำแหน่งการตลาดอสังหาฯ ในครอบครอง คาดไตรมาส 4 ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว เก็บอัตราเข้าพัก 30% ‘เปิดประเทศ’ เป็นตัวชี้วัด
‘วัลลภา ไตรโสรัส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบันยังมีความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนที่กระทบต่อหลายภาคส่วนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าดีมานด์ในภาคส่วนนั้นๆ กลับมามากน้อยแค่ไหน และธุรกิจสามารถขยับไปจับกลุ่มที่ยังมีดีมานด์อยู่ได้หรือไม่
ในส่วนของ AWC ที่ผ่านมาได้ใช้กลยุทธ์ปรับขยับไปจับดีมานด์ที่กลับมาก่อนและแข็งแกร่งกว่าแทน โดยคาดว่าในไตรมาส 2 ของปี 2565 จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเริ่มมีโมเมนตัมชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี โดยแม้ว่าในปีหน้าดีมานด์จะค่อยๆ เริ่มกลับมา แต่สถานการณ์เศรษฐกิจก็น่าจะยังมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แต่ AWC เตรียมพร้อมรับต่อสถานการณ์ด้วยการปรับกลยุทธ์ และเชื่อว่าในปี 2566 และ 2567 ที่จะมีโครงการใหม่ๆ เข้ามาเสริมในพอร์ตจะทำให้พอร์ตของ AWC แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ท่องเที่ยวฟื้นเร็วกว่าเดิม ‘เปิดประเทศ’ คือตัวชี้วัด
โดย ‘วัลลภา’ ได้เผยถึงสถานการณ์ของบริษัท ในช่วงปี 2565 ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงถึงการฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดที่ใช้เวลาฟื้นตัวเร็วกว่าในปี 2563 ที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวถึง 1 ไตรมาส ทำให้อัตราการเข้าพักในเดือนกันยายนที่ผ่านมาขยับมาขึ้นมาเป็น 16% แล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2563 ที่มีอัตราการเข้าพักเพียง 2-3% เท่านั้นเนื่องจากการปิดตัวของโรงแรม
ส่วนในเดือนตุลาคมคาดหวังจะเห็นอัตราการเข้าพัก 20% และตลอดไตรมาส 4 นี้เชื่อว่าจะได้อัตราเข้าพักอย่างน้อย 30% แต่สถานการณ์ในไตรมาสที่ 4 ขึ้นอยู่กับมาตรการเปิดประเทศว่าจะสามารถเปิดทางให้ดีมานด์จากทั่วโลกเข้ามาได้หรือไม่ ปัจจุบัน ‘การกักตัว’ เป็นข้อจำกัดในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่จะกลับมาก่อนจะเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเดินทางจริงๆ และกลุ่มไฮเซกเมนท์ ตามด้วยกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน (leisure) และกลุ่มประชุมสัมมนา (global mice) ที่ต้องใช้เวลานานที่สุด ถ้าหากว่ามีมาตรการในการอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทางและทำให้ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวดีขึ้นก็น่าจะส่งผลเป็นบวกต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว
ในระยะยาวเชื่อว่าประเทศไทยจะยังคงแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก ด้วยสถานการณ์โควิด-19 มีผลกระทบต่อดีมานด์และพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยที่มีบริการที่ดีในราคาที่คุ้มค่าเหมาะกับการทำงานนอกสถานที่พร้อมพักผ่อน (workation) และการพักระยะยาว (longstay) กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ส่วนโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ก็เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ดี โดยก่อนหน้าจะเริ่มเปิดให้จองได้ยอดการจองชะลอตัวลงไปเพื่อรอใช้สิทธิประโยชน์จากโครงการ แต่หลังจากการเปิดจองแล้วก็มียอดเข้ามาเป็นจำนวนมาก
ปั้น 3 โปรเจกต์แลนด์มาร์กใหม่
ปัจจุบัน กระแสเงินสดของ AWC มาจากกลุ่มฮอสปิทาลิตี้ 50% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ อาทิ อาคารสำนักงาน รีเทล และค้าส่งอีก 50% ซึ่งบริษัทฯ มองว่าจะรักษาสมดุลกระแสเงินสดในรูปแบบนี้ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลายตัวที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและเข้ามาสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการในกลุ่มมิกซ์ยูสและโครงการที่กำลังปรับตำแหน่งทางการตลาด (repositioning)
โดยตอนนี้ AWC เริ่มดำเนินการปรับตำแหน่งทางการตลาดให้กับอสังหาริมทรัพย์กลุ่มค้าปลีกไปแล้วทั้งสิ้น 6 โครงการ ได้แก่ เอเชียทีค, พันธ์ทิพย์ เชียงใหม่, พันธ์ทิพย์ งามวงศ์วาน, ศูนย์การค้าตะวันนา, ศูนย์การค้าเกตเวย์บางซื่อ และศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย
ส่วนโครงการในกลุ่ม ‘แลนด์มาร์ก’ ที่จะสร้างปรากฏการณ์ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าประกอบด้วย

โครงการแรก ASIATIQUE THE RIVERFRONT DESTINATION
โครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะเป็นแลนด์มาร์กระดับไอคอน (Iconic Landmark) แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เน้นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมถึงสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ประกอบด้วย โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ, โรงแรมเจดับบลิว แมริออท มาร์คีส์ รวมถึงริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ แบรนเด็ด เรสซิเดนส์ (เซอร์วิส เรสซิเดนส์) โดยมีแผนเปิดให้บริการเริ่มจากเปิดโซนค้าปลีกและสำนักงานในปี 2567
โครงการที่ 2 AQUATIQUE DISTRICT PATTAYA
โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองพัทยา เพื่อผลักดันเมืองพัทยาเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญระดับโลก (World Class Destination) ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีก พื้นที่โรงแรม พื้นที่เวลเนส และแหล่งท่องเที่ยว
ในพื้นที่ประกอบด้วยโรงแรมหรู 5 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ในเครือแมริออท 2 แบรนด์ เจดับบลิวแมริออท 1 แบรนด์ คิมป์ตัน 1 แบรนด์ ไอเอชจี 1 แบรนด์ และแบรนด์เรสซิเดนท์ 2 แบรนด์ ในเครือแมริออท 1 แบรนด์ และคิมตันป์ 1 แบรนด์ พร้อมจับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสอย่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และชีวาศรม รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งท่องเที่ยวอย่างอควาเรียและเลโกแลนด์ เปปปาพิก
โครงการที่ 3 เวิ้งนครเขษม
โครงการพิเศษมิกซ์เดเวลลอปเมนท์ (Mixed Development) ทั้งโรงแรม ที่อยู่อาศัย และค้าปลีกด้วยการลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท โดยดึงเสน่ห์และอนุรักษ์ความเป็นไชน่า ทาวน์ ให้นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับร้านค้าปลีกใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เส้นทางมรดก มรดกทางประวัติศาสตร์ และถนนแห่งความบันเทิง พร้อมตอบโจทย์การสร้างจุดหมายปลายทางแห่งความภาคภูมิให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ทั้งนี้ ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของ AWC มีครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย โรงแรม 18 แห่ง, รีเทล 8 แห่ง, อาคารสำนักงาน 4 แห่ง, ค้าส่ง 2 แห่ง รวม 32 แห่ง และขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการใหม่อีก 18 โครงการ ซึ่งจะทำให้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในพอร์ตโพลิโอ ของ AWC จะมีจำนวนอสังหาริมทรัพย์รวม 50 แห่งในหลากหลายทำเลสำคัญของประเทศ










