{{-- --}}
Advertisement

SHARE

นพ.ทวีศิลป์ เผย ศบค.มีมติให้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 7 ให้ไปสิ้นสุดวันที่ 30 พ.ย.63 

วันที่ 21 ต.ค.2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสรุปผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ศบค. เห็นชอบขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน เป็นคราวที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย.63 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค.นี้

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ยังมีความจำเป็นต้อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะต้องมีการทำงานเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีกฎหมายใดมาครอบคลุมได้ และตอนนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ ยืนยัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะสามารถช่วยในเรื่องการใช้จ่างงบประมาณไปสู่การดูแลผู้ที่อยู่ในสถานที่กักกันตัวได้

โฆษก ศบค. ย้ำต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้เกี่ยวกับการชุมนุม มาตรา 9 ที่ใช้ในการควบคุมโรค แตกต่างจากมาตรา 11 ที่ใช้ในการควบคุมฝูงชน เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพเท่านั้น

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวถึง ข้อเสนอลดการกักกันตัวผู้ที่เดินทางเข้าไทยจาก 14 วัน เหลือ 10 วันว่า อยู่ระหว่างกำลังหารือกันอยู่ เพราะต้องหามาตรการความพร้อมรองรับก่อน ว่าจะดำเนินการมาตรการทางสุขภาพอย่างไรได้บ้าง รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ สำหรับติดตามตัวผู้เดินทางที่มีมาตรฐานและทันสมัย โดยขณะนี้มีการเพิ่มการตรวจโรคโควิด-19 ผ่านการเจาะเลือด ซึ่งวิธีการแบบใหม่สามารถทำได้บ่อยขึ้นและค่าใช้จ่ายถูกลง จากเดิมใช้วิธีการตรวจหาเชื้อผ่านโพรงจมูกและคอ (SWAB) ทั้งนี้จะดำเนินการให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามฝากให้ทุกคนติดตามการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจด้วยและขอให้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองปลอดภัย

ทั้งนี้ ศบค. รับทราบรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินมาตรการผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายรวม 7 เรื่อง ได้แก่

1. การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของคณะมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและคณะ

2. การอนุญาตให้ลูกเรือสัญชาติบริติชและสัญชาติเช็กเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางน้ำ

3. การกำหนดประเทศและเมืองต้นทางที่ได้รับการผ่อนผันให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยการขอรับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourism Visa (STV) ซึ่งในกลุ่มแรกได้รับนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน 39 ราย โดยทั้งหมดจะต้องเข้ากักตัว 14 วันจึงสามารถท่องเที่ยวได้ โดยมีกำหนดอยู่ในประเทศไทยประมาณ 1 เดือน และจะมีการพิจารณานักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงปานกลางให้เดินทางเข้ามาในลำดับต่อไป

4. การอนุญาตให้สายการบินทำการบินแบบมีผู้โดยสารเปลี่ยนลำ (Transfer Passenger)

5. การอนุญาตให้เรือยอร์ชเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยได้มีการเสนอว่ามีเรือซูเปอร์ยอร์ชและเรือ Cruiser ที่มีความต้องการเดินทางเข้ามาประมาณ 60 ลำ รวมคนที่จะเข้ามาประมาณ 600 – 650 คน คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 2,100 บาท โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติในการเข้ามาของเรือสำราญและกีฬา ดังนี้ เรือสำราญและกีฬา เข้ามาทอดสมอ ณ จุดที่กรมเจ้าท่าประกาศกำหนดเป็นจุดจอดชั่วคราว โดยกำหนดพื้นที่ฝั่งอันดามันที่จังหวัดภูเก็ต และฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชลบุรี โดยที่ผู้ควบคุมยานพาหนะและผู้โดยสารกักตัวเองบนเรือเป็นระยะเวลา 14 วัน และให้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 บนเรือ โดยวิธีการ RT-PCR จำนวน 3 ครั้ง เมื่อกักกันครบ 14 วันแล้วตรวจไม่พบเชื้อ ให้ดำเนินการออกหนังสือรับรองผู้โดยสารและลูกเรือเพื่อนำเรือเทียบท่าและเดินทางในราชอาณาจักรได้

6. การอนุญาตให้เรือลูกเรือต่างชาติเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขึ้นเรือออกจากราชอาณาจักร (Sign on) โดยจะต้องกักตัว 14 วันก่อนลงเรือ

7. การผ่อนผันให้กลุ่มบุคคลเข้าประเทศไทยโดยเข้าสู่การกักกันตัวแบบ Wellness Quarantine โดยที่ประชุมได้มีการอนุมัติการเดินทางเข้ามา 2 รูปแบบ ได้แก่

  • กลุ่ม Medical Spa, Wellness Resort, Spa Resort
  • Long Term care หรือกลุ่มสำหรับดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว โดยในส่วนหัวข้อกีฬาให้ไปลงในรายละเอียดอีกครั้ง โดยให้มีการนำสินค้า OTOP เสนอขายได้ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ด้วย ซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้เข้าสู่ชุมชน

โฆษก ศบค. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบค. อนุมัติให้มีการเพิ่มกำหนดสัดส่วนจำนวนที่นั่งสำหรับผู้ชมกีฬา ร้อยละ 50 จากที่เคยประกาศไว้เดิม โดยกีฬากลางแจ้ง การเชียร์เสียงดังสามารถมีผู้เข้าชมได้ร้อยละ 50 การเชียร์เสียงไม่ดังมีผู้เข้าชมได้ร้อยละ 70 ส่วนสนามกีฬาในร่มการเชียร์เสียงดังสามารถมีผู้เข้าชมได้ร้อยละ 30 และการเชียร์เสียงไม่ดังมีผู้เข้าชมได้ร้อยละ 50

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...