Advertisement

SHARE

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่คนถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านกันมากขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับ New Normal ในการใช้ชีวิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ ที่เป็นผลมาจากความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

คุณจูน โฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร SC Asset ได้เข้ามาร่วมพูดคุยกับเราในรายการ Workpoint Today ถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19

จุดแข็งของ SC Asset

จุดแข็งหลัก ๆ ของ SC Asset อันดับที่ 1 คือเรื่องคุณภาพของสินค้า ก็คือบ้านและคอนโด ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของเราตั้งแต่พี่เริ่มงานที่นี่มา 7-8 ปีแล้ว เราไม่เคยลดความสำคัญตรงนี้เลย ทุกวันนี้ซีอีโอของพี่ (คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์) เน้นย้ำเสมอว่า ไม่ว่าเราจะปรับตัวอย่างไร อย่างเดียวที่ไม่ให้ปรับคือเรื่องคุณภาพ จุดแข็งของ SC Asset เลยกลายเป็นเรื่องของคุณภาพมาโดยตลอด

แต่สิ่งสำคัญที่ที่เพิ่มมาก็คือการแก้ปัญหาให้กับคนของพวกเรา ที่ใช้คำว่า ‘คนของพวกเรา’ คือนอกจากจะมีลูกค้าและครอบครัวของลูกค้าแล้ว เรายังมีคู่ค้า คนในโครงการ และพนักงานอีกด้วย เราเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคนมาก ๆ พี่จะมีคำพูดนึงที่คอยพูดกับทีมเสมอ เวลาที่พี่คิดงานไม่ออก ให้หลับตา แล้วนึกถึงลูกค้าเรา จะไม่มีวันหลงทาง ให้นึกถึงลูกค้าว่าเค้าอยากจะได้ยินคำว่าอะไร แล้วคุณจะคิดงานออกเสมอ เราจะเอาลูกค้าไว้ตรงกลางแล้วคอยเฝ้ามองความต้องการของลูกค้าเรา ว่ามีปัญหาตรงไหน เดือดร้อนตรงไหน จะไปหาไปแก้

ที่ผ่านมาคุณพงศ์ ซีอีโอ ก็ประกาศ Reinvent Business จากเดิมที่เราเป็น Real Estate Developer หรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปี 2018 คุณพงศ์ก็ประกาศว่าเราจะเปลี่ยนตัวเองเป็น Living Solution Provider ก็คือผู้ส่งมอบวิธีแก้ปัญหาของการใช้ชีวิตให้กับลูกบ้าน จะไม่ใช่แค่สร้างบ้าน ปิดหลังคา แล้วส่งมอบละ การเข้าไปอยู่อาศัยข้างในคือต้องการให้อยู่กันไปยาว ๆ ทำยังไงก็ได้ให้เค้าไม่ต้องกังวล ตอนนี้เราทำเยอะมาก เราส่งน้ำด้วย เราตัดต้นไม้ด้วย 

ตอนนี้เราเปิดตัวแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า ‘รู้ใจ Living Solution’ โดยเรากำลังปั้น Subscription Model กันอยู่

อยู่บ้าน > ซื้อบ้าน > เข้าไปอาศัย > Subscribe บริการ เช่น ส่งน้ำ ส่งข้าว ตัดสวน แม่บ้าน ล้างท่อ ล้างบ่อดักไขมัน รวมไปจนถึงตัดผม ดูแลเรื่องการเงิน ตอนนี้ใกล้จะมีการเปิดตัวแล้ว โดยที่ SC Asset เรามีแผนกที่เรียกว่า Living Solution วัน ๆ เราก็จะคุยกันว่าลูกค้าเดือดร้อนอะไร 

ผลกระทบจากโควิด-19 ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในมิติที่เป็นองค์กร เราได้รับผลกระทบเหมือนกับทุกคน ทั้งในเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า และการปรับไปทำงานจากที่บ้านสำหรับองค์กรใหญ่อย่างเรามันไม่ใช่เรื่องง่าย จะไม่เหมือนกับบริษัทเล็กที่เค้าจะไวกว่า แล้วเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่ามันเกิดปีละครั้ง สำหรับพวกเราการบอกว่า “ทุกคนไป Work from Home” มันก็เป็นอะไรที่ช็อคเหมือนกันนะ ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน ไหนจะที่โครงการอีก ยังต้องไปดูแลความสะอาด ความปลอดภัยของพนักงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่โตแต่เราก็ผ่านมันมาได้ พวกเรานี่ Culture Shock กันหมดเลย พี่ว่าคนไทยเป็นกันทุกคน

ส่วนเรื่องธุรกิจอันนี้พี่ว่าน่าสนใจ ทุกคนในธุรกิจนี้ได้รับผลกระทบกันหมด ในไตรมาสแรกที่รายงานผลประกอบการออกไปแล้วก็รายได้ลดกำไรหดกันหมดทุกคน แต่มีข้อที่น่าสนใจคือ ตามข้อมูลของเราแล้ว เรามีคนมาเยี่ยมชมโครงการเยอะมาก เยอะมากจริง ๆ ปกติคนไปซื้อบ้านเค้าจะไปกันเสาร์-อาทิตย์ แต่พอเข้าสู่ช่วง Work from Home ปุ๊บ จันทร์-ศุกร์มากันเต็มไปหมดเลย แล้วก็มากันพร้อมหน้า ทุกทีมากันคนเดียว เดี๋ยวต้องรอภรรยามาตัดสินใจ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอมาทีก็มากันครบเลยเพราะหยุดกันหมด การตัดสินใจก็ง่ายขึ้น แล้วก็มีความต้องการบ้าน 

พี่ได้คุยกับบริษัท Google Thailand ในช่วงที่มีวิกฤติโควิด กราฟจำนวนครั้งที่คนเข้าไปเสิร์ชคำว่า บ้านเดี่ยว พุ่งสูงขึ้นมาก ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเทียบไม่ติดเลย เหมือนคนกำลังต้องการที่คุ้มกันภัย และไม่มีช่วงเวลาไหนที่เค้าต้องการมันมากเท่านี้แล้ว

ปัจจัยหนุนคนซื้อบ้านช่วงนี้

ตอนนี้เป็นนาทีทองของผู้บริโภคเลย เนื่องจากเกิดสถานการณ์ไม่แน่นอน ผู้บริโภคที่ต้องการซื้ออยู่อาศัยจริง ๆ ช่วงนี้เหมาะสมที่สุด เพราะว่าราคาดี พวกเราจัดโปรโมชั่น แถมของทุกอย่างจัดเต็ม ไหนจะนโยบายรัฐเรื่องภาษี ธนาคาร ทุกอย่างเอื้อต่อการมาซื้อตอนนี้จริง ๆ เพราะฉะนั้นใครที่เคยมีความคิดอยากจะซื้อบ้านอยู่แล้ว แล้วพอถึงช่วงเวลานี้ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่สนับสนุนให้ซื้อในตอนนี้

อีกเรื่องคือคนอยู่บ้านแล้วรู้แล้วว่ามีอะไรที่ยังไม่มีในบ้านแล้วเราต้องใช้ แล้วในบ้านเดิมมันไม่ตอบโจทย์ ถ้าลองไปดูข้อมูลการค้นหา พอคนเสิร์ชว่า ‘ซื้อบ้าน’ สิ่งที่ตามมาคือ ‘เรียนที่บ้าน’ แปลว่าเค้ามีปัญหาในการสอนหนังสือลูกรึเปล่า จอคอมพิวเตอร์กับจอทีวีมันไม่ต่อกันหรือเปล่า ห้องไม่เงียบพอหรือเปล่า คำถัดมาคือคำว่า ‘ทำงานที่บ้าน’ ต่อมาคือ ‘ออกกำลังกายที่บ้าน’

พี่ก็คิดว่ามันเป็น Insight หลาย ๆ อย่างที่เค้าหันกลับไปมองแล้ว สถานที่เดิมที่อยู่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ เลยต้องหาใหม่

การขายในรูปแบบใหม่

เราปรับทั้งการสื่อสารทั้งในแบบองค์กรและฝั่งการตลาดเอง มันจะมีกลุ่มคนที่เค้าอยากดูบ้าน แต่เค้ายังไม่ไว้วางใจที่จะออกจากบ้าน เมื่อก่อนอสังหาริมทรัพย์พอสร้างเสร็จ ก็ไปจ้างคนมารีวิว จ้างบล็อกเกอร์มาถ่ายทำ ทำให้ผลิตวิดีโอมาแต่ละตัวไม่ทัน

ตอนนี้เลยทำเอง ก็เอาพนักงานมาไลฟ์ แล้วก็พาเดินดูบ้าน แล้วคนดูเยอะมาก เพราะมันเป็นสิ่งที่เค้ามองหาอยู่แล้ว ยอดของการเสิร์ชบ้านใน YouTube ขึ้นเป็น 100% เพราะมันมีภาพเคลื่อนไหวให้เห็น แล้วเวลาเราไลฟ์พาดูบ้านใน YouTube คนก็จะมาเยอะมาก ได้เห็นบรรยากาศโครงการดูสะอาดน่าอยู่ มีโปรโมชัน มันก็ช่วย ๆ กัน

เราเปิดโครงการใหม่ด้วยในช่วงนี้ สวนกระแสมาก แล้วเราก็ไลฟ์ภาพนี้ให้ผู้ชมดู อันนั้นคือส่วนของการตลาด และทางแบรนด์ทำอีกหลายอย่างเหมือนกันเพื่อให้เรารู้สึกว่าเรายัง Stay Connected กับลูกค้าของเราอยู่

โครงการ Stay at Home for Good Morning

ช่วงประมาณปลายมีนาที่เราต้องกลับเข้าบ้านกัน ไม่มีเวลาไหนที่เกิดการเรียกร้องว่าให้อยู่บ้านเท่ากับช่วงนั้นอีกแล้ว แล้วเวลาคนพูดว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องอาบน้ำ ถ้าคุณเป็นแบรนด์สบู่ คุณจะไม่ออกมาบอกเหรอว่า ซื้อสบู่ชั้นสิ สำหรับเราที่เป็นผู้ทำแบรนด์บ้าน พอมีคนพูดว่าให้อยู่บ้าน เราจะนั่งเฉย ๆ เหรอ มันเลยเกิดเป็นไอเดีย Stay at Home for Good Morning

For Good Morning เป็นสโลแกนของ SC Asset อยู่แล้ว มันเป็นความเชื่อของเราว่า เราสร้างบ้านเพื่อให้ลูกค้าของเราตื่นมาแล้วมีเช้าที่ดี แล้วพวกเราก็เวิร์คช็อปกันผ่าน Zoom ว่าอะไรที่เค้ากังวล เวลาคนเข้าบ้าน จากที่เคยออกมาทำงาน ช็อปปิ้ง กินข้าว พอต้องเข้าบ้านแล้วมีความกังวลหรืออึดอีดอะไร

เราก็ลิสต์มาว่าปัญหาความกังวลของคนในการอยู่บ้านมีอะไรบ้าง เราจะเสนอทางเลือก เราจะให้ข้อเท็จจริงและข้อมูล ถ้าคุณรู้สึกดี แบรนด์เราอยากอยู่ตรงนั้นด้วย เราก็ลิสต์ออกมาว่าท็อป 5 เนี่ย อันดับหนึ่งเลยคือความอึดอัด เพราะคุณไม่เคยอยู่ด้วยกันกับแฟนหรือพ่อแม่นานขนาดนี้มาก่อน ทำให้มีปัญหาความสัมพันธ์ในบ้าน ที่ยังปรับตัวกับการต้องทำงานที่บ้านไม่ได้ก็มี 

พออยู่บ้านทุกคนไม่รู้จะทำอะไรทุกคนก็ถ่ายรูปตัวเองรีวิวของ แล้วอยู่ดี ๆ ได้เงิน แต่ว่าต้องซื้ออุปกรณ์อะไรบ้าง พวกเราเลยลิสต์พวกนี้มาแล้วเกิดเป็นรายการให้ข้อมูล ชวนดีเจพี่อ้อยที่เป็นตัวแทนของความสุขทางใจมา ตั้งชื่อว่า “รักแท้ไม่แพ้ Work from Home” แล้วก็แจก Nintendo Switch ให้เอาไปเล่นกับคนในบ้าน รายการนั้นคนดูเยอะมาก คนมาแชร์ปัญหาตัวเองเยอะไปหมด เรื่อง Work from Home เราได้คุณเจ (มณฑลจิรา) ซึ่งเป็นคนที่ทำงานที่บ้านตั้งแต่ดิฉันจำความได้ จะมีใครที่จะมาให้คำแนะนำเรื่องการทำงานที่บ้านได้ดีเท่าคุณเจ มณฑล พี่ก็ดำเนินรายการเอง เพราะว่าทำจากที่บ้าน โปรดักชันนี่ทำเองหมดเลย เพราะเวลานั้นเนี่ยความเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วก็มีชวน SME ที่เป็นลูกบ้านเรามาแชร์เคล็ดลับของ SME ว่าทำยังไงถึงจะรอด ช่วงนั้น SME ทุกคนเดือดร้อนมาก

คำแนะนำเรื่องการ Work from Home

คุณเจแนะนำมาว่า ทุกวันคือวันหยุดและทุกวันคือวันทำงาน คุณต้องเป็นคนออกแบบเองว่า คุณจะเอาช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายที่หยุด แล้วช่วงไหนเอาไว้ทำงาน ลืมเรื่องเข้างาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็นไปได้เลย ถ้าวันนี้คุณตื่นมาแล้วคุณอยากจะทำงานแค่ครึ่งเช้า แล้วถ้าคุณให้ตอนบ่ายเป็นวันหยุดแล้วออกไปเดินเล่นก็ทำ แต่งานคุณต้องเสร็จนะ เอาใจไปไว้ที่ผลงาน ลืมเรื่องเสาร์อาทิตย์ไปเลย ให้คุณออกแบบชีวิตใหม่

นอกจากนั้นคุณเจยังมาทำ Playlist ให้เรา ตื่นมาต้องเปิด Zoom กันทุกเช้า แล้วทันทีคุณเปิดแล้วคุณจะไม่มีวันได้ปิดอีกเลย เพราะว่ามันจะมาตลอด ของเดิมคุณจะมีเวลาอาบน้ำแต่งตัว ขับรถ เดินซื้อของ ช่วงเวลานั้นมันหายไปหมดแล้ว คุณทำได้อย่างมากคือเดินจากห้องน้ำไปที่ตู้เย็น กินกาแฟ แล้วเดินไปที่คอม คุณทำได้แค่นั้น พี่เลยบอกเจว่าจัดเพลย์ลิสต์ที่เรียกว่า Songs before Zoom เพื่อรีเซ็ตระบบของการตื่นนอน ให้พร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ก่อนจะเริ่มทำงานได้มั้ย มันจะรู้สึกเหมือนได้ออกไปเดินเล่นทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ออกไปเดินเล่น คุณเจเป็นคนที่เก่งมากจริง ๆ ในเรื่องของเทสต์การฟังเพลง เค้าทำเพลย์ลิสต์สำหรับใครก็ตามที่ต้องทำงานใช้สมาธิสูง ก็มีอีกเพลย์ลิสต์นึง

(สามารถติดตามเพลย์ลิสต์ Spotify ของทาง SC Asset ได้ที่ https://spoti.fi/2SlTsxJ)

SC Asset กับ #ยินดีที่เพิ่งรู้จัก

#ยินดีที่เพิ่งรู้จัก เนี่ยพี่มีความประทับใจส่วนตัวกับแคมเปญนี้มาก เพราะมัน Touch จิตใจเรา และมันเป็นนิมิตรหมายใหม่ รูปแบบการทำงานใหม่สำหรับพี่ ๆ ทุกคนในวงการโฆษณาเลยล่ะ

ในช่วงที่เรากลับบ้าน พี่ว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ขรุขระมากเลย มันมีแต่ความกังวล แต่พอผ่านช่วงเวลาไปสักพักนึงเราเริ่มปรับตัวได้ เราพร้อมที่จะลุยไปสู่เฟสใหม่ พี่ก็เลยไปคุยกับเอเจนซี่ที่ชื่อ ชูใจ ว่าพี่อยากได้แคมเปญนึงที่จะทำให้เราสามารถเดินต่อไปได้ พวกเราคนไทยทุกคนเราผ่าน 1.1 มาแล้ว มองย้อนกลับไปพี่อยากได้แคมเปญอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเราหยิบอะไรติดไม้ติดมือไปกับเราเพื่อก้าวไปสู่เฟสใหม่ได้บ้าง เลยเกิดเป็นแคมเปญ #ยินดีที่เพิ่งรู้จัก 

คือ ณ ตอนนั้นมันมีแคมเปญที่ออกมาขอบคุณแพทย์และพยาบาล ซึ่งเค้าทำกันได้ดีอยู่แล้ว พี่เลยไม่อยากจะไปทางนั้น พี่ก็มาพูดถึงเหตุการณ์ในบ้าน  ก็ต้องชมชูใจที่นำเสนอไอเดียนี้ซึ่งพี่ชอบมาก สคริปต์ที่ส่งมาเสนอก็คือ “เวลาที่กลับมาอยู่บ้านนาน ๆ มันเลยทำให้ผมได้รู้ว่าลูกผมเก่งอะไรและไม่เก่งอะไร” คนเราพอออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน คุณพลาดโมเมนต์บางอย่างไป แต่พอคุณได้กลับมาอยู่บ้านก็อย่าลืมมัน ว่าคุณได้มันกลับมาในช่วงนี้

ยกตัวอย่างเรื่องนึงคือ น้องผู้หญิงคนนึงกลับมาอยู่ที่บ้าน เกิดความคิดถึงไข่ลวกที่กินสมัยเด็กก่อนไปโรงเรียน แล้วเค้าบอกคุณแม่ว่า แม่ทำไข่ลวกให้หน่อย แม่บอกทำไม่เป็น เค้าบอก อ้าว แล้วที่เด็ก ๆ กินคืออะไร แม่ตอบว่า ปะป๊าทำ มาตลอด 30 ปี เพิ่งได้เจอคนทำไข่ลวกตัวจริง เพิ่งรู้ความจริง เรื่องจริงทั้งหมดเลย บางคนก็เป็นลูกบ้านเรา อย่างคนนึงที่กลับมาอยู่บ้านแล้วก็คิดว่าทำไม ฉันไม่เคยรดน้ำต้นไม้เลย ทำไมมันไม่ตาย ทำไมมันงอก พอมาอยู่บ้านก็เห็นคนสวนของโครงการฉีดน้ำเข้ามาเพื่อดูแลต้นไม้ให้ เขาเลยบอกว่าขอบคุณมากเลย เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ

พี่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นการมอง แทนที่จะมองออกไปข้างนอกว่าเมื่อไหร่จะออกไปทำงานได้ เมื่อไหร่จะกลับไปช็อปปิ้งได้ เมื่อไหร่จะได้ไปตัดผม มองกลับมาบางทีภรรยาตัดผมให้ได้นะ บางคนโพสต์รูปว่าเพิ่งรู้ว่าเมียตัดผมได้ บางคนเพิ่งรู้ว่าแม่ผมบางแล้ว ต้องกลับมาอยู่กับแม่เยอะ ๆ แล้ว 

ปกติพี่ทำโฆษณานะ ต้องมี Pre-production แล้วก็ออกกองกันอีกกี่วันไม่รู้ อันนี้พี่ประชุมกันผ่าน Zoom 3-4 ที ไม่ออกกองเลยเพราะว่าเอาวิดีโอของจริงมา เจอหน้ากันทีเดียววันตัดต่อ จบ ได้หนังหนึ่งเรื่องแล้วก็เป็นหนังที่พี่ชอบมาก

การสื่อสารของแบรนด์

หลักการทำแบรนด์ให้คิดง่าย ๆ ว่าแบรนด์เหมือนคน หัวใจสำคัญของแบรนด์ก็คือคน จิตวิญญาณของแบรนด์นั้น ๆ เหมือนเวลาเรารู้จักเพื่อนคนนึง ถ้าเพื่อนทำงานขายตรงแล้วขายเราอย่างเดียว เราก็ไม่อยากซื้อ แบรนด์ไม่ทำงานแบบนั้น แน่นอนล่ะเราก็ต้องอยู่ได้ด้วยการขายของ แต่ขณะเดียวกันฟากความเป็นคนของเราก็ต้องยังอยู่ อย่างช่วงเหตุการณ์วิกฤติการณ์ที่ผ่านมามันแสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้คนจะตัดสิ่งที่ไม่สำคัญในชีวิตออก เหมือนเวลาเราเปิดมือถือมา เราเลือกดูรายการใดก็ได้ในเวลาแค่เสี้ยววินาที อะไรที่ไม่ใช่ก็ปัดทิ้ง ในชีวิตเนี่ยอะไรที่มันอีรุงตุงนัง แค่จะเอาตัวเองไปให้รอดยังเหนื่อยแล้วเลย ครอบครัวอีกล่ะ อย่าว่าแต่ของแบรนด์พวกนี้เลย อะไรที่มันไม่สำคัญเค้าก็ตัดออก

ทีนี้กลับมาที่หน้าที่ของแบรนด์ก็คือเราต้องบอกว่า อย่าตัดเราออกนะ เราสำคัญกับคุณแบบนี้ วันนี้ยังไม่ซื้อบ้านเราก็ไม่ว่าอะไร หลายคนก็ไม่ใช่ลูกบ้านเรา เราแค่อยากเห็นความสัมพันธ์ที่ดีในบ้านต่างหาก เราแค่อยากจะบอกว่าเราสนับสนุนเรื่องแบบนี้ คุณกลับไปที่บ้านคุณ คุณจะอยู่บ้านโครงการไหนก็ได้ เก็บคววามสัมพันธ์ที่ดีเหล่านี้เอาไว้ เรียนรู้ ปรับตัว และก้าวต่อไป

การออกแบบบ้านในยุค New Normal

เปลี่ยนแน่นอน แต่เราจะเปลี่ยนเท่าที่พฤติกรรมของลูกค้าเราเปลี่ยน ที่ผ่านมาลูกค้ามาเยี่ยมโครงการเราเพิ่มขึ้น 2 เท่า สูงที่สุดในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา แล้วพอลูกค้ามาเราก็จะมีคนเล่าเรื่องให้ฟังเยอะ เราก็จะไปฟังเสียงเค้า ว่าเค้ามาแล้วเค้ามองหาอะไร เค้าอยากได้อะไร แน่นอนเค้ามีความกังวลเรื่องสุขอนามัยมาก ๆ ก็จะมีคำถามอย่างเช่น นอกจากส่วนกลางที่ใช้ด้วยกันแล้วมีที่ใช้ส่วนตัวมั้ย มีออกแบบห้องทำงานไว้ในบ้านแล้วรึยัง 

เมื่อก่อนคนพยายามที่จะทำที่ทำงานให้เป็นบ้านหลังที่สอง ตอนนี้คนพยายามจะทำให้บ้านกลายเป็นที่ทำงานแห่งที่สอง ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ทำให้เราต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด อย่างของพี่เองเวลาพี่ประชุมจากที่บ้าน พอเข้า 6 โมงแล้วหน้าพี่จะดำหมดเลย เพราะไฟและหน้าต่างไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราดูดี นายพี่จะบอกให้พี่ไปเปิดไฟ มันคือการที่ไม่ได้ออกแบบไว้ล่วงหน้า

ต้นไม้ตอนนี้เป็นสิ่งที่กำลังมา คนกำลังเอ็นจอยที่จะมีต้นไม้ในบ้าน แล้วเรามีพื้นที่ให้เขาหรือยัง คนเค้าเอ็นจอยที่จะออกกำลังกายได้ในขณะที่มองลูกอยู่ คุณออกแบบตรงนี้แล้วหรือยัง ตอนนี้เราถึงขั้นมีที่แขวนหน้ากาก มีเครื่องกรองอากาศ สิ่งเหล่านี้ทำให้พื้นที่ปรับเปลี่ยนแน่นอน เดี๋ยวได้เห็นเร็วๆนี้แน่ๆเพราะเราปรับเร็ว ปรับทั้งในบ้าน ทั้งส่วนกลาง ปรับส่วนที่ใช้ด้วยกันและส่วนที่ใช้ส่วนตัว ปรับหมด

จูงใจพนักงานด้วยแคมเปญที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้

เรามีโปรโมชันนึงของคอนโดน่ารักมากเลย ชื่อว่า ‘ขายสิ SC จ่าย’ เป็นแคมเปญที่เราทำภายในบริษัทกันเอง เพื่อบอกให้พนักงานทุกคนเป็นเซลส์ จากปกติที่เซลส์เท่านั้นที่จะไปขายบ้านได้แล้วถึงจะได้ค่าคอมฯ ช่วงที่ผ่านมา SC Asset ได้ลองออกแคมเปญนี้เพื่อให้พนักงานทุกคนไปขายบ้าน แล้วก็จะได้ค่าคอม พวกพี่ถ้าขายได้ก็ได้ค่าคอมหมดนะคะ ทุกคนเป็นเซลส์ได้หมด 

แล้วก็ไม่ใช่แค่พวกเราได้ เราได้ลูกค้าต้องได้มากกว่าด้วย พี่ว่ามันเป็นแคมเปญที่น่ารักดี ปกติจะมีแค่ฝ่ายการตลาดที่คอยโพสต์รูป เดี๋ยวพนักงานทุกคนไปถ่ายรูปโครงการแล้วมาโพสต์ รวยด้วยบัตรพนักงาน เปลี่ยนมาม่าให้เป็นวากิว ส่วนโปรโมชั่นที่พึงจะมีก็ยังมีอยู่ และโปรโมชั่นเราไม่ด้อยไปกว่าใคร

ต้องรีบซื้อบ้านตอนนี้หรือไม่?

ซื้อช่วงนี้ก็ดี เพราะช่วงนี้คือนาทีทองของผู้บริโภค ออพชั่นของทางผู้บริโภคเหนือกว่าเราเยอะ ทั้งธนาคาร ทั้งรัฐ ทั้งภาษี ทุกอย่างเอื้อหมด แต่พี่ก็ไม่รู้ว่ามันจะนานแค่ไหนนะ มันอาจจะนานก็ได้ 

ถ้าเปรียบ SC Asset เป็นคน

SC Asset เป็นคนที่แคร์ ช่างคิด คิดไปข้างหน้า สมัยก่อนถ้าไปถามมุมมองที่คนมีต่อ SC Asset คนจะคิดว่าแพง ดูหยิ่ง ทีนี้งานหลักของแบรนด์คือเราต้องมาทำภาพลักษณ์ให้เค้ารู้สึกว่าเราพูดคุยได้ เข้าถึงได้

เมื่อก่อนเราทำ Segment บ้านราคาแพงจริง ๆ แหละ แต่ตอนนี้มาดูนะคะ เรามีเต็มไปหมดเลย เรามีทั้งคอนโด บ้าน และทาวน์โฮมที่ไม่แพง เรารองรับ Segment ตอนนี้น่าจะเกือบครบแล้ว เพราะฉะนั้นความพรีเมี่ยมยังคงอยู่ คุณภาพยังคงอยู่ สิ่งที่ปรับไปคือเราช่างคิดมากขึ้นและเราเฟรชขึ้น 

แบรนด์นี้เรามองภาพเป็นผู้ชายที่อบอุ่น เหมือนคุณพงศ์ที่จะดูเป็นแฟมิลี่แมน คอยถามว่ามีอะไรให้ช่วยอีกมั้ย นี่คือแบรนด์ SC Asset เราไม่เคยทิ้งลูกค้า เราไม่ได้บอกว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า แต่ลูกค้าเป็นคนที่เรารัก เป็นคนที่เราอยากให้สบาย

พูดถึง SC Asset ในฐานะพนักงานที่อยู่มาถึง 8 ปี

อิสระทางความคิดคือเหตุผลที่ทำให้อยู่ที่ SC Asset มา 8 ปี พี่เข้ามาในรุ่นที่รีแบรนด์พอดี บริษัทเราจะไม่ได้มายุ่งกับวิธีการ แต่ว่าคุณต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ พี่ว่าอิสระทางความคิดมันมีค่ามากเลย การที่มาตีกรอบกันเยอะ ๆ แล้วอันนู้นไม่ได้อันนี้ไม่ได้ รวมถึงความไว้วางใจด้วย

ความไว้วางใจและอิสระทางความคิด แล้วก็พิสูจน์ด้วยความสามารถ นี่คือสิ่งที่มัดใจพี่มาจนถึงทุกวันนี้ นายพี่หรือทีมงานพี่จะคอยบอกเสมอว่าไปพิสูจน์มาสิว่ามันเวิร์ค ถ้าพิสูจน์ได้คุณก็ได้ทำ พี่ได้รับอิสระทางความคิดตราบใดที่พี่พิสูจน์ได้ว่ามันจะมีประสิทธิภาพ 

เทรนด์ของโลกอนาคตและสมาร์ทโฮม บ้านต้องล้ำถึงขั้นไหน?

อันนี้เป็นคำถามที่ดีมาก เป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันมากว่า บ้านมันต้องล้ำจริงๆรึเปล่า สิ่งที่จะตอบได้ก็คือความต้องการของลูกค้า เรารู้แหละว่าเทคโนโลยีมันรองรับแล้ว แต่คำถามคือความล้ำมากๆเนี่ย ลูกค้าเค้าอยากได้หรือยัง หรือว่าเค้ายังอยากได้บริการที่ดี บริการที่อบอุ่น หลับสบาย คุณภาพชีวิตที่ดี ตื่นมาปลอดภัย ซึ่งจากข้อมูลของเรามันยังกลับมาเป็นตรงนี้อยู่ทั้งหมด

เทคโนโลยีคือสิ่งที่มีไว้ก็ดี แต่สิ่งที่ต้องมีเราต้องเป๊ะ ซึ่งเราก็เป๊ะมาก แต่เทคโนโลยีเราก็ไม่ได้ทิ้ง ในบางโปรดัคต์ที่เราใส่ให้ได้ เราใส่เต็มให้หมดเลย อีก 1-2 เดือนเราจะเปิดตัวบ้านที่สามารถควบคุมทุกอย่างจากทางไกลได้หมดเลย เป็นสมาร์ทโฮมแบบฟูลออพชั่น แต่เค้าต้องผ่านขั้นที่เค้าต้องการพื้นฐานให้ได้ก่อน แล้วพวกนั้นมันเป็นส่วนเสริม ต้องรอดูว่าวันนึงมันจะเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดอสังหาฯแล้วหรือยัง 

แต่คอนโดเป็นแล้วนะ คนถามหาแล้วเรียบร้อยว่ามี Home Automation หรือเปล่า เนื่องจากคอนโดเป็นที่อยู่อาศัยที่มีคนอยู่น้อย เพราะฉะนั้นการดูแลบ้านจากที่ห่างไกลจึงมีความสำคัญ ไม่เหมือนบ้านที่ต่อให้เราไม่อยู่ยังมีคนดูแลได้ แต่คอนโดเราอยู่คนเดียว พอออกไปปุ๊บก็กังวล ต้องเปิดจอดู ของคอนโดเค้าตอบรับเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว เราก็เลยใส่ไปเรียบร้อยแล้ว 

แต่ช่วงนี้คนกลับถามหาถึงสีเขียวของต้นไม้มากกว่า เพราะมันช่วยปลอบประโลมจิตใจ ทุกคนเข้ามาถามหาสวนกว้างๆ ชีวิตแบบ Back to Nature กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ ยิ่งใหญ่ยิ่งดี

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...