{{-- --}}
Advertisement

SHARE

ตำรวจจับ 4 ผู้ต้องหาทุจริตโครงการคนละครึ่ง พบวิธีโกง 2 รูปแบบ รับแลกเงินสด และไม่ได้มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง

วันที่ 18 ธ.ค.2563 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) แถลงผลตรวจสอบและดำเนินคดีผู้ทุจริตในโครงการคนละครึ่ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 รายและมีผลการดำเนินคดี 1 ราย

จากการสอบเบื้องต้นพบความผิดปกติในการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโครงการ มีรูปแบบการกระทำความผิดอยู่ 2 แบบ คือ ร้านแลกหรือรับเงินเป็นผู้ดำเนินการ และแบบมีเจ้ามือเป็นผู้ดำเนินการจำนวนหลายราย จึงได้มีการระงับการใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าดังกล่าว และได้จัดส่งข้อมูลร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องที่กระทำผิดเงื่อนไข ให้แก่ตำรวจ ดำเนินการ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้มีมีผลการดำเนินคดี 1 ราย ผู้ต้องหา 4 คน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์เป็นแบบเจ้ามือ ใช้เฟซบุ๊กในการโฆษณาชักชวนให้ประชาชนที่ร่วมโครงการฯ มาแลกรับเงินจากเจ้ามือโดยไม่ต้องมีการซื้อ

จากการตรวจสอบพบธุรกรรมต้องสงสัยมีการสแกนใช้สิทธิ์กับร้านขายของชำแห่งหนึ่งในเขต จ.สมุทรสาคร โดยประชาชนหลายรายมีภูมิลำเนาและที่อยู่ปัจจุบันห่างไกลจากร้านค้าดังกล่าวมาก บางรายอยู่ จ.เชียงใหม่ , จ.สงขลา เป็นต้น แต่กลับมีการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง กับแอพพลิเคชั่นถุงเงินของร้านค้าดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ใน จ.สมุทรสาคร ประชาชนได้รับโอนเงินส่วนต่างจากเจ้ามือ จำนวน 80-100 บาท ต่อการทำธุรกรรมใช้จ่ายผ่านร้านดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 9 ธ.ค.2563 ตำรวจ ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย
ตรวจสอบร้านค้าขายของชำแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร พบพบ น.ส.สมปอง อายุ 62 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของร้าน และพบนายสรัล อายุ 25 ปี  บุตรชายเจ้าของร้าน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในระบบ G Wallet จำนวน 5 เครื่อง, แท็บเล็ต iPad จำนวน 1 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน๊ตบุค จำนวน 1 เครื่อง  และ 4.บัญชีเงินฝากธนาคาร 6 เล่ม จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางในคดี

ต่อมาในวันที่ 17 ธ.ค.2563 เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342(1) อัตราโทษ จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 

รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ายังมีกลุ่มที่อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดในลักษณะนี้อีกกว่า 700 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...