Advertisement

SHARE

เพื่อไทยเร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบหาสถานพยาบาลเพิ่ม ทดแทนกับที่ถูกยกเลิกเพราะทุจริตบัตรทอง ชี้แค่ยัด 8 แสนคนเข้าเท่าที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ ย้ำต้องเร่งตรวจสอบเพิ่มเรียกเงินคืนเชื่อยังมีอีกเยอะที่โกง

วันที่ 21 ก.ย. 2563 ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม.แถลงกรณีการทุจริตโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นายประเดิมชัย กล่าวว่า ได้ติดตามการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ดูแลสุขภาพของประชาชนในโครงการคลินิกอบอุ่น ซึ่งมีที่มาจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเดิม พบว่างบประมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2563-2564 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท

จากการติดตามโดยเจาะเชิงลึก พบว่า คลินิกอบอุ่น ใน กทม. 200 แห่ง มีการทุจริตการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยทำเอกสารเท็จทั้งทีไม่ได้มีการให้บริการจริงในกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไขมัน ซึ่งต้องเจาะเลือดและนำผลไปตรวจที่แล็บ จำนวน 18 คลินิกไม่มีการนำผลเลือดจริงไปตรวจ แต่กลับเอาข้อมูลมาเบิกจ่ายงบประมาณ

เฉพาะในปี 2562 เบิกจ่ายโดยไม่ได้ดำเนินการจริง 74 ล้านบาท สปสช.จึงมีการเรียกคืนและยกเลิกการทำสัญญากับทั้ง 18 คลินิก และตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2554-2563 พบทั้ง 18 คลินิก เบิกงบไปแล้ว 2,913 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เพิ่งเรียกคืนแค่เงินงบปีงบประมาณปี 2562 เพียงปีเดียวเท่านั้น แต่ปีอื่นๆ ยังไม่มีการตรวจ ตนจึงได้เรียกร้องในการประชุมสภาให้ สปสช. เร่งตรวจสอบและเรียกเงินที่เบิกจ่ายเป็นเท็จกลับคืนมา

นอกจากนี้ยังมีคลินิกอีกกลุ่มที่ต้องสงสัยใน กทม. นอกจาก 18 แห่งแรก และไม่ได้อยู่ใน 63 แห่ง ที่สปสช. แถลงว่าตรวจพบและได้มีการยกเลิกการเป็นคู่สัญญาเพิ่ม ซึ่งพบว่า กลุ่มนี้มีอดีตผู้บริหาร สปสช. และอดีตผู้บริหารของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ เขตแถวภาคกลาง เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย มีการขยายตัวรวมเป็น 100 สาขา อยู่ใน กทม.ประมาณ 10 สาขา

นอกจากนั้นยังมีบริษัทที่ให้เอกสารผลแล็บปลอม ทาง สปสช.เองก็ยังไม่ได้พูดถึงแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายประเดิมชัย กล่าวว่า ตนได้นำเรื่องเข้า กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของสภาผู้แทนราษฎรที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน เพื่อตรวจสอบแล้ว

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ได้ติดตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาหลายเดือนแล้ว เห็นการจัดการที่ผิดเพี้ยนและผู้นำรัฐบาลไม่ได้เข้าใจในหลักการของโครงการ ตนเฝ้าดูด้วยความหนักใจ เพราะพบว่าทำให้การรักษาพยาบาลแย่ลง ทั้งที่ใช้งบประมาณมากขึ้น

ขณะที่จุดเริ่มต้นโครงการมุ่งไปที่การสร้างสุขภาพไม่ใช่รักษาฟรีอย่างเดียว การจัดสรรงบก็กระจายตรงไปที่โรงพยาบาล แต่ละโรงพยาบาลมีหน้าที่ทำให้คนแข็งแรงไม่ได้ป่วยมากขึ้น งบประมาณจึงจะเพียงพอ แต่การจัดงบภายหลังโตที่ส่วนกลาง จึงเปิดช่องให้มีการทุจริต โดยงบประมาณต่อหัวตอนเริ่มต้นโครงการอยู่ที่ประมาณ 1,300 บาทต่อหัว ปัจจุบันมากกว่า 3,700 บาทต่อหัว

“ตอนรัฐบาลนายกฯ ทักษิณเราได้คำนวณว่าสูงสุดที่จะใช้และครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่างอยู่ที่หัวละ 2,500 บาท แต่ปัจจุบันใช้เกินไปมาก ถึงปีละ 1.4 แสนล้านบาท แต่คุณภาพการรักษาพยาบาลกลับลดลง ผู้ให้บริการหมอและพยาบาลไม่มีความสุข ผู้รับบริการก็ได้รับคุณภาพที่ลดลง และวันนี้พบปัญหาการทุจริตหลายเรื่อง”

เรื่องคลินิกชุมชน ในห้วง 7-8 ที่ผ่านมา มีการทุจริตอย่างมโหฬาร กรณีตัวอย่างใน กทม. มีการใช้งบประมาณถึง 2,900 ล้านบาท ซึ่งไปอยู่ที่หน่วยบริการ คลินิกในเครือเจ้าของแค่ 3 กลุ่ม ทุจริตตั้งแต่การคัดเลือกคลินิกเข้าโครงการโดยล็อกสเปก

การจัดการเรื่องทุจริตแม้จะปิดคลินิก 18 แห่งและปิดเพิ่มอีก 63 แห่ง แต่แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบทุจริตก็ยังไม่คืบหน้า การดำเนินการก็ควรสอบสวน ตรวจสอบ ดำเนินคดีแล้วค่อยปิด แต่กลับมีการสั่งปิดก่อน รวมทั้งยกเลิกโดยไม่มีการหาสถานพยาบาลมารองรับใหม่ การแก้ไขปัญหากลับยิ่งทำให้เกิดปัญหามีผู้รับผลกระทบรวม 1 ล้านคน โดยแก้ไขไปแล้วเพียง 2 แสนคน ส่วนที่เหลือใช้วิธียัดใส่สถานพยาบาลที่มีอยู่ ที่แออัดอยู่แล้ว ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนอีก ทั้งสถานที่ใหม่ไกลบ้าน และผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องต้องรอคิวนานขึ้น

พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขทั้ง 2 มติอย่างเร่งด่วน การสั่งปิดอย่างเดียวเพื่อกลบปัญหาไม่สามารถลากคนทุจริตออกมาลงโทษได้อย่างแท้จริง ต้องสอบและต้องเอาผิดในระดับ สปสช.ที่เกี่ยวข้องด้วย ขณะเดียวกันการรับสถานพยาบาล เฉพาะกลุ่มพวกตัวเองเพียง 3 กลุ่มทำให้เกิดปัญหา ขอเสนอว่า เรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวควรเป็นสิทธิของประชาชน ในแต่ละพื้นที่ สปสช. ต้องรับสถานพยาบาลมากกว่า 1 แห่ง ที่มีเครื่องมือ บุคลากรเพียงพอ โดยให้สิทธิเลือกใช้สถานพยาบาลเป็นของประชาชน ไม่ใช่ถูกกำหนดให้เพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้เกิดการแข่งกันให้บริการ การทุจริตก็จะหายไป

ส่วนการแก้ปัญหาให้คน 8 แสนคน ต้องเร่งเปิดคลินิกปฐมภูมิเพิ่มมากขึ้นโดยเปลี่ยนผู้คัดเลือก เชื่อว่ามีโรงพยาบาลและคลินิกเอกชนที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ ถ้ามีการบริหารงานที่โปร่งใส แต่ถ้าแก้แบบที่เป็นอยู่ยัดเข้าไปในโรงพยาบาลที่ล้นอยู่แล้ว ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพ แต่เป็นลอยแพและตายเอาดาบหน้า และทำให้ โรงพยาบาล หมอ พยาบาล รับไม่ไหว

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...