Advertisement

SHARE

วันที่ 17 ต.ค. ครอบครัวตัญกาญจน์ ได้จัดพิธีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับ “น้องเมย” นายภคพงษ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เนื่องในวันครบรอบการเสียชีวิตครบ 2 ปีที่วัดวิเวการาม จ.ชลบุรี ซึ่งก็มีบรรดาญาติสนิทและคนรู้จักกับครอบครัวเข้าร่วมทำบุญ เช่นเดียวกับ พลเอกนเรนทร์ สิริภูบาล ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองทัพไทย ที่นำคณะนายทหารเข้าร่วมเป็นปีที่ 2

น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ หรือ “เมี่ยง” พี่สาว เผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ว่า ได้ดำเนินคดีใน 3 ส่วนคือ กับผู้กระทำผิดในช่วงแรก คือ วันที่ 23 ส.ค.2560 ที่มีการธำรงวินัยจน” น้องเมย” หมดสติ ซึ่งอัยการศาลทหาร มทบ.12 ได้สั่งฟ้องจำเลยที่เป็นรุ่นพี่บังคับบัญชา 1 คน ช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ศาล มทบ.12 ได้พิจารณาให้รอกำหนดโทษเป็นเวลา 1 ปี

ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2560 ซึ่ง “น้องเมย” อยู่ในช่วงทุเลาการฝึกตามคำสั่งแพทย์ แต่ก็พบว่าถูกรุ่นพี่บังคับบัญชาอีกรายสั่งธำรงวินัย ทั่งที่เพิ่งลงจากกองพยาบาลโดยได้แจ้งความดำเนินคดีกับรุ่นพี่รายนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2561ที่ผ่านมา กระทั่งมีการสอบปากคำพยานตามสำนวนการชันสูตร รวม 28 ปาก และสอบปากคำเพิ่มเติมพยานอีก 8 ปาก

และเหตุการณ์ที่ 3 ระหว่างวันที่ 15-17 ต.ค.2560 ซึ่งน้องเมย เสียชีวิต ครอบครัวตัญกาญจน์ และทีมดูแลงานกฎหมายต้องเดินทางไปยัง สภ.บ้านนา จ.นครนายก อยู่หลายต่อหลายครั้งเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มกับรุ่นพี่อีกราย รวมทั้งทีมแพทย์จากกองแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหารอีก 2 ราย ที่เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “น้องเมย” เมื่อครั้งรับตัวเข้ารักษาหลังมีอาการหนักในวันที่ 17 ต.ค.2560ก่อนเสียชีวิตในช่วงเย็นวันเดียวกันนั้น

ล่าสุดทางครอบครัวเพิ่งจะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านนา จ.นครนายก ว่าอัยการจังหวัดมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากหลักฐานที่มีไม่สามารถสาวถึงตัวผู้กระทำผิดได้

“แต่ตอนนี้ยังดีที่ครอบครัวของเราได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่เข้ามาดูแลเรื่องสิทธิต่างๆ ที่เราควรจะได้ หรือแม้แต่การสอบถามเรื่องการดูแลจากคู่กรณีและก็ได้พูดคุยกันเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ส่วนการเยียวยาในแง่ผู้สูญเสียขณะนี้มีเพียงกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมเท่านั้น ที่เข้ามาช่วยเหลือในสิทธิที่เราควรจะได้รวมถึงการช่วยเหลือด้านค่าฌาปนกิจ แต่หน่วยงานทหาร เรายังไม่เคยได้รับการเยียวยาใดๆ”

น.ส.สุพิชา ยังเผยอีกว่าในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาทำให้ได้เห็นว่าในแง่กฏหมายของไทยการจะกล่าวหาใครว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริงจะต้องหาหลักฐานให้ปราศจากข้อสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำผิดจริงหรือไม่ แต่การดำเนินคดีของเราอยู่ในความก้ำกึ่งคือ เหตุเกิดในโรงเรียนประจำที่ผู้ปกครองไม่สามารถเข้าไปรับรู้ข้อเท็จจริงภายในได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหากคนข้างในไม่พูด จึงทำให้ค่อนข้างยากในแง่การหาพยานหลักฐาน การหาประจักษ์พยานหรือพยานปาก ส่วนมากจึงทำได้เพียงการหาเอกสารด้านการรักษาตัวโดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงความทุกข์ของครอบครัว แต่ก็ยังคงต้องเดินหน้าหาความจริงเรื่องการเสียชีวิตต่อไป

ด้านนายพิเชษฐ พ่อของ “น้องเมย” เผยว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนใครมาดูแลเรื่องคดีสุดท้ายทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม และในฐานะพ่อที่ต้องสูญเสียลูกชายบอกได้เลยว่าลึกๆ ทุกวันนี้ก็ยังคงเสียใจอยู่ ที่สำคัญเมื่อวานนี้วันที่ 16 ต.ค.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เขาก็มีพิธีมอบกระบี่สั้นให้นักเรียนที่ขึ้นเหล่า เช่นเดียวกับ จปร.ที่รับไปก่อนหน้า มันก็เลยเกิดคำถามว่าแล้วลูกผมอยู่ไหน เพราะถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ปีหน้าเข้าก็ขึ้น จปร.ปี 2 แล้ว

“2 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรคืบหน้าเลยโดยเฉพาะการทำงานของแพทยสภาที่เราเคยยื่นเรื่องการผ่าพิสูจน์ในรอบแรกไป วันนี้ผ่านมาปีกว่าแล้วก็ไม่มีอะไรคืบหน้าและเราไม่เคยได้รับคำตอบที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าการเสียชีวิตของเมย ที่แท้จริงคืออะไร โดยเฉพาะส่วนงานราชการทั้งตำรวจ อัยการสูงสุด โยนกันไปกันมาจนสุดท้ายคดีของเรากลับมาอยู่ที่อัยการจังหวัด และทุกอย่างก็เป็นไปแบบเดิมๆ วันนี้จึงต้องให้ทนายความเดินหน้าต่อ โดยยืนยันว่าจะไม่ท้อและจะไม่ยอมให้ น้องเมย ตายฟรี อย่างแน่นอน” นายพิเชษฐ กล่าว

ส่วนนางสุกัลยา มารดาของ “น้องเมย” กล่าวว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนเป็นการเสียใจอย่างที่สุด แต่ในวันนี้หลังจากที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมายก็เริ่มหันมามองในสิ่งที่ลูกทิ้งไว้ให้นั่นคือการหันเข้าหาธรรมะ เพื่อดูแลจิตใจ ส่วนในเรื่องของคดีนั้นทุกคำตัดสินที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ จนเกิดความรู้สึกว่าความยุติธรรมช่างหาได้ยากในโลกใบนี้ แต่เราก็จะไม่ปล่อยให้ลูกต้องตายฟรีอย่างแน่นอน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีก 10-20 ปี เราก็จะยังเดินหน้าหาความจริงให้เขาต่อไป

ขณะที่พลเอกนเรนทร์ เผยว่าการเดินทางมาร่วมทำบุญครบรอบการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ถือเป็นสิ่งที่ตนเองและคณะให้ความสำคัญในฐานะของการเป็นผู้สูญเสียเช่นเดียวกับครอบครัวตัญกาญจน์ นั่นคือการสูญเสียบุคลากรของกองทัพ โดยมองบทเรียนการสูญเสียที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเกิดซ้ำและหามาตรการป้องกันและปรับปรุงในจุดที่เป็นปัญหา

อย่างไรก็ดีในเรื่องของการพิสูจน์ความจริงเรื่องการเสียชีวิตเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหากทางครอบครัวสามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนและศาลนำสู่การพิจารณาและตัดสิน กองทัพย่อมที่จะต้องยึดคำพิพากษาของศาลให้เป็นที่สุดและยินดีที่จะให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ในเมื่อวันนี้ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ทางกองทัพ ก็ยินดีที่จะดูแลครอบครัวในลักษณะใจถึงใจ

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...