Advertisement

SHARE

ชื่อของแอปพลิเคชัน ‘Clubhouse’ กำลังถูกพูดถึงในฐานะโซเชียลมีเดียมาแรงที่ใช้เสียงในการสื่อสาร โดยผู้ที่จะเข้าไปใช้งานได้ต้องได้รับการเชิญเท่านั้น

เสน่ห์ของแอปฯ นี้ ทำให้เวลาเพียงไม่ถึง 1 ปี ‘Clubhouse’ กลายเป็นแอปฯ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีคนดังเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และทำให้มูลค่าธุรกิจพู่งสูงถึง 10 เท่าตัวภายในไม่ถึง 1 ปี วันนี้ workpointTODAY จะสรุปให้อ่านกันว่า ‘Clubhouse’ เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วปัจจุบันมาแรงขนาดไหนในโลกออนไลน์

1.) ‘Clubhouse’ เป็นแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ใช้เสียงในการสื่อสาร โดยภายในแอปฯ จะมีห้องต่างๆ ให้ผู้ใช้เข้าไปฟังและสามารถแสดงความคิดเห็นได้

หลายคนบอกว่า ‘Clubhouse’ มีลักษณะคล้ายแอปฯ ประชุมออนไลน์อย่าง ‘Zoom’ ที่ผู้ใช้ปิดกล้อง ได้ยินแต่เสียง และแต่ละห้องใน ‘Clubhouse’ จะเปิดกว้างเป็นสาธารณะ

แต่ทุกคนก็ไม่สามารถเข้าถึง ‘Clubhouse’ ได้ทันที เพราะผู้ที่จะเข้าไปใช้ได้ต้องได้รับการเชิญจากผู้ใช้คนอื่นที่ได้เข้าไปก่อนแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ในปัจจุบัน ‘Clubhouse’ ยังเป็นแอปฯ ที่อยู่ในระบบปฏิบัติการ iOS ยังไม่รองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ทำให้ผู้ใช้ต้องมีอุปกรณ์ของแอปเปิลเท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้

2.) แอปฯ ‘Clubhouse’ ถูกสร้างขึ้นโดยโรฮาน เซธ (Rohan Seth) และพอล เดวิสัน (Paul Davison) เริ่มเปิดทดลองให้ใช้ตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และเริ่มได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้น เมื่อมีคนดังจากหลากหลายวงการเล่นแอปฯ นี้ เช่นอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และผู้บริหารรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา (Tesla) ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าพ่อโซเชียลมีเดียอย่างมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็เคยร่วมเล่นในแอปฯ ‘Clubhouse’ ด้วย

‘Clubhouse’ กลายเป็นโซเชียลมีเดียน้องใหม่มาแรงมากขึ้นไปอีก เมื่อมีคนดังในแวดวงบันเทิงเข้าไปเล่น ทั้งโอปราห์ วินฟรีห์ และลินซีย์ โลฮาน แถมยังเป็นพื้นที่ถกเถียงทางการเมืองของขั้วการเมืองทั้งสองฝ่ายในอเมริกา โดยบุคคลการเมืองอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมวงอภิปรายใน ‘Clubhouse’ คือโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นเอง

3.) ‘Clubhouse’ ยังเกิดขึ้นถูกจังหวะ เพราะเริ่มปล่อยให้ทดลองเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มรุนแรง หลายประเทศเริ่มร้องขอให้ประชาชนอยู่ในบ้าน รักษาระยะห่าง การถกเถียงประเด็นต่างๆ ผ่าน ‘Clubhouse’ จึงเป็นทางเลือกที่ดี

4.) จนกระทั่งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้เองที่ ‘Clubhouse’ เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากสถิติของ Sensor Tower พบว่า เฉพาะสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ดาวน์โหลดแอปฯ ‘Clubhouse’ มากถึง 2 ล้านครั้งทีเดียว

โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลกดาวน์โหลดแอปฯ ‘Clubhouse’ ไปแล้วกว่า 5.5 ล้านครั้ง ซึ่งหากเจาะลงไปยังกลุ่มผู้ใช้จะพบว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ราว 42% อยู่ในสหรัฐฯ ตามมาด้วยญี่ปุ่น 16% และเยอรมนี 19% นอกนั้นเป็นผู้ใช้ในประเทศอื่นๆ

5.) ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มูลค่าของแอปฯ ‘Clubhouse’ เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยในช่วงหลายเดือนก่อนที่ ‘Clubhouse’ เพิ่งเริ่มเปิดใช้งาน และมีผู้ทดลองใช้ประมาณ 5,000 คน เคยมีการประเมินว่า แอปฯ นี้อาจมีมูลค่าอยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลายฝ่ายคาดว่ามูลค่าของ ‘Clubhouse’ อาจพุ่งไปถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 30,000 ล้านบาท ถือว่าเพิ่มสูงขึ้น 10 เท่าตัวภายในช่วงเวลาแค่ 8 เดือน

6.) ด้วยความที่ ‘Clubhouse’ เป็นโซเชียลมีเดียผ่านเสียง มีจุดเด่นคือการที่ผู้ใช้ทุกคนสามารถแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระและทันที ทำให้มีหลายประเด็นถูกนำไปพูดใน ‘Clubhouse’ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ ‘Clubhouse’ ถูกรัฐบาลจีนสั่งแบน เพราะผู้ใช้จำนวนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและไต้หวัน ใช้แอปฯ ‘Clubhouse’ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลจีน เช่นประเด็นที่จีนละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ รวมถึงประเด็นเอกราชของไต้หวัน

แต่ในอีกด้าน ความอิสระในการแสดงความคิดเห็นก็ทำให้ ‘Clubhouse’ ถูกวิจารณ์ในสังคมอเมริกันว่า ผู้พัฒนาไม่ยอมลงทุนเพื่อจัดการกับปัญหาที่มีผู้ใช้บางส่วนเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง รวมถึงการจัดการกับผู้ใช้ที่ใช้ ‘Clubhouse’ เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวปลอมต่างๆ เกี่ยวกับโรคโควิด-19

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...