Advertisement

SHARE

หากพูดถึงรัฐสวัสดิการ สวีเดนเป็นประเทศแรกๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการจัดเก็บภาษีและจัดสรรปันส่วนออกมาในรูปแบบของบริการสาธารณะต่างๆ เช่น บริการสุขภาพ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การประกันการว่างงาน และระบบขนส่งสาธารณะ หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลสวีดิชมีมาตรการอย่างไรในการจัดเก็บภาษีเหล่านี้ และทำไมคนสวีเดนจึงยอมให้รัฐเก็บภาษีสูงๆ โดยที่คนในประเทศยังคงทำงานเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ของสังคม และยังเป็นประเทศที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมมาตอบสนองตลาดโลกได้อยู่เรื่อยๆ เช่น สปอติฟาย (Spotify) ผู้ให้บริการสตรีมเพลงดิจิทัลและพอดแคสต์ หรือบริษัทคิงส์ (King) ผู้ผลิตเกมยักษ์ใหญ่ที่ผลิตเกมสุดฮิตอย่างแคนดี้ครัช (Candy Crush) บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความหมายของรัฐสวัสดิการในมุมมองของคนสวีดิช

สรรพากรคือสิ่งที่พลเมืองในหลายประเทศรังเกียจ แต่ไม่ใช่สำหรับชาวสวีดิช

สแกตเตอเวอเก็ต (Skatteverket) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและออกเลขประจำตัวประชาชนให้กับทุกคนที่อยู่อาศัยในสวีเดนทั้งโดยการเกิดและการอพยพเข้ามา เรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานที่ดูแลชีวิตชาวสวีดิชตั้งแต่เกิด เจ็บป่วย ไปจนถึงการตาย หน่วยงานนี้จึงมีความสำคัญและมีขนาดใหญ่มาก ทั้งในแง่ของจำนวนเจ้าหน้าที่และอำนาจการควบคุมพลเมือง อย่างไรก็ดี สแกตเตอเวอเก็ตกลับเป็นองค์กรที่ชาวสวีเดนให้ความไว้วางใจและพึงพอใจในผลงานมากเป็นอันดับ 5 เนื่องจากผู้ใช้บริการต่างก็มั่นใจว่าบริการขององค์กรเป็นไปอย่างยุติธรรม สะดวก รวดเร็ว เป็นมิตรต่อประชาชนที่มาใช้บริการ และมีบริการออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ 

โดยนิสัยของชาวสวีเดนแล้ว พวกเขาไม่ได้เป็นคนที่ต่อต้านการจ่ายภาษี แต่กลับยินดีที่จะจ่ายภาษีสูงๆ เพื่อแลกกับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพจากรัฐเพื่อให้สังคมโดยรวมยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโครงข่ายรองรับทางสังคม (Universal Safety Net) หรือมาตรการที่รัฐให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนเพื่อบรรเทาวิกฤติต่างๆ ทั้งนี้ คำว่า สแกต (Skatt) ในภาษาสวีดิชไม่ได้แปลว่า “ภาษี” เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ทรัพย์สมบัติ” ได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับภาษาอื่นที่คำว่าภาษีจะมีความหมายโดยนัยในเชิงบวก อย่างไรก็ดี คนสวีเดนเองก็ประดิษฐ์คำศัพท์เฉพาะอย่างคำว่า สแกตเทอแทรต (Skattetrat) ซึ่งหมายถึงความเหน็ดเหนื่อยในการจ่ายภาษี เพื่อแสดงออกว่าการจ่ายภาษีจำนวนมหาศาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย แต่ก็ยังยินดีจะจ่ายเพราะภาษีที่จ่ายให้รัฐก็พอๆ กับการจ่ายค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาล หากพวกเขาต้องจ่ายเอง

ทั้งนี้ รายได้หลักที่รัฐบาลนำมาใช้บริหารจัดการบริการสาธารณะมาจากภาษีเงินได้ของผู้อยู่อาศัยในสวีเดน โดยจัดเก็บแบบอัตราก้าวหน้าหรือใครมีรายได้มากก็จ่ายภาษีมาก และภาษีส่วนใหญ่จะจัดเก็บโดยท้องถิ่นก่อน เงินส่วนที่เหลือจากผู้มีรายได้สูงจึงค่อยแบ่งไปให้รัฐบาลระดับชาติ โดยผู้มีรายได้ราว 440,000 สวีดิชโครนต่อปี จะต้องเสียภาษีประมาณ 30-33% ให้กับท้องถิ่น ทั้งนี้ อัตราภาษีขึ้นอยู่กับเขตปกครองท้องถิ่นที่ผู้เสียภาษีอาศัยอยู่ในขณะนั้น หากผู้เสียภาษีมีรายได้มากกว่า 440,000 แต่ไม่เกิน 640,000 สวีดิชโครนต่อปี จะต้องเสียภาษีระดับประเทศอีก 20% ส่วนบุคคลผู้มีรายได้เกิน 640,000 สวีดิชโครนต่อปี ต้องเสียภาษี 25% 

จะเห็นได้ว่า การเก็บภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้าเช่นนี้ คนที่เสียภาษีมากที่สุดในสวีเดนก็คือชนชั้นกลางทั่วไป ไม่ใช่เพียงแค่นักธุรกิจร้อยล้านที่อยู่บนยอดสุดของปิรามิด ในทางกลับกันคนรวยก็ยังคงใช้สิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบบริการสุขภาพ และศูนย์ดูแลเด็กที่ดี นอกจากนี้ ภาษีถูกจ่ายไปให้ท้องถิ่นก่อนเป็นหลัก ซึ่งเป็นผู้จัดสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคม เพราะฉะนั้นคนสวีดิชจึงมีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นของตัวเองอย่างมาก

ชาวสวีเดนในวันชาติปี 2005

รัฐสวัสดิการไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐแต่เป็นเรื่องของผู้คน

สิ่งที่ทำให้ระบบรัฐสวัสดิการของสวีเดนยังอยู่ได้ขึ้นอยู่กับกลไกสำคัญ 2 อย่าง คือ ประชาชนต้องมีความตั้งใจที่จะจ่ายภาษีสูงๆ และความเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงาน โดยรัฐมีหน้าที่เตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เมื่อถึงวัยทำงาน และจะต้องเป็นแรงงานที่มีทักษะเพื่อจะได้รับค่าจ้างสูงๆ เช่น งานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโรงงานที่ใช้ฝีมือขั้นสูง ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีคุณภาพและเท่าเทียมกันทั้งประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการพัฒนาคนซึ่งเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจของสวีเดน 

สวัสดิการที่ชาวสวีเดนให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ล้วนเกี่ยวพันกับชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เกิดจนตาย นั่นคือ การคุ้มครองทางสังคม เช่น การประกันการว่างงาน ศูนย์ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ซึ่งคิดเป็น 42% ของรายจ่ายรัฐบาล รองลงมาคือบริการด้านสุขภาพ 14% และการศึกษา 13%  ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้เสียภาษีในสวีเดนจะได้รับคือ ระบบบริการสุขภาพที่แม้จะไม่ฟรีแต่ก็จ่ายในราคาเพียง 100-300 สวีดิชโครน หรือราว 300-900 บาทเท่านั้น สำหรับเยาวชนที่อายุไม่เกิน 23 ปี จะได้รับการตรวจรักษาสุขภาพฟันและร่างกายฟรี 

นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังจัดอันดับให้สวีเดนเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการสร้างครอบครัวและเลี้ยงดูเด็กมากที่สุดในโลก รัฐบาลสวีเดนกำหนดให้พ่อแม่ของเด็กได้วันลาหยุด 480 วันต่อเด็ก 1 คน ภายใน 480 วันนี้พ่อและแม่สามารถตกลงกันเองได้ว่าแต่ละคนจะใช้วันลากี่วันเพื่อเลี้ยงลูก และสิทธินี้สามารถใช้ได้จนกระทั่งลูกมีอายุ 8 ปี นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้เงินอุดหนุนศูนย์รับดูแลเด็ก และเมื่อลูกๆ ป่วย รัฐบาลจะจ่ายเงินให้พ่อแม่ของเด็กได้ลาอยู่บ้านเพื่อดูแลลูกจนแข็งแรงดีและสามารถไปเรียนหนังสือได้ โดยนโยบายนี้มีชื่อว่า VAB (Vård av barn) ซึ่งแปลว่าการดูแลเด็ก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นฤดูไข้หวัดอันเนื่องมาจากอากาศหนาวเย็น พ่อแม่หลายคนต้องลาหยุดกันเป็นแถว ทำให้ออฟฟิศแต่ละแห่งวุ่นวายไปตามกัน จนชาวสวีดิชเรียกเดือนกุมภาพันธ์ว่าเดือน “VABruary” ที่ล้อกับเดือน February และชื่อย่อของนโยบายนี้ 

นอกจากสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญของสังคมสวีเดนแล้ว สวัสดิการสำหรับวัยทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน รัฐบาลกำหนดให้ลูกจ้างที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้วันหยุด 25 วันต่อปี โดยที่ยังได้รับเงินค่าจ้าง นอกจากนี้ ยังจ่ายเงินอุดหนุนเมื่อตกงาน โดยเงินก้อนนี้จะไม่ทำให้คนรวย แต่จะช่วยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้หากตกงาน ภายใต้เงื่อนไขว่า ในช่วง 200 วันแรกของการว่างงาน ผู้ที่ตกงานจะได้รับเงินประกันตนจำนวน  80% ของเงินเดือนก่อนตกงาน แต่ไม่เกิน 680 สวีดิชโครนต่อวัน หลังจากนั้นอีก 100 วันถัดไป หากยังว่างงานอยู่ เงินประกันตนจะลดเหลือ 70% ของเงินเดือน แต่ผู้ใช้สิทธิจะต้องจ่ายภาษีเงินได้สำหรับการประกันการว่างงานและจ่ายธรรมเนียมค่าเป็นสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ และผู้ใช้สิทธิจะต้องมีความตั้งใจที่จะหางานใหม่และพร้อมเริ่มงานเมื่อได้รับการจ้างงานที่เหมาะสม 

ทัพนักกีฬาชาวสวีเดน ในการแข่งขันโอลิมปิกส์ฤดูหนาว ปี 2007

รัฐสวัสดิการไม่ได้ทำให้คนขี้เกียจ แต่ช่วยประกันความเสี่ยงและส่งเสริมให้คนกล้าคิดนอกกรอบ

รัฐมนตรีกระทรวงการประกอบธุรกิจและนวัตกรรมของสวีเดน (Ministry of Enterprise and Innovation) เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณต้องการเป็นประเทศแห่งความคิดสร้างสรรค์ คุณต้องประกันความมั่นคงให้ประชาชนของคุณก่อน เพื่อให้เขากล้าเสี่ยง” 

แม้จะเป็นรัฐสวัสดิการ แต่สวีเดนก็มีกลไกที่ส่งเสริมให้คนคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และลงทุนทำธุรกิจเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ เนื่องจากมีโครงข่ายรองรับทางสังคมทำให้ชาวสวีเดนที่ริเริ่มจะทำธุรกิจขนาดเล็กไม่เจ็บตัวมากนักหากธุรกิจล้มเหลว ประชาชนจึงมีเสรีภาพในการคิดและกล้าลงมือทำ นอกจากนี้ รัฐยังนำเงินภาษีไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบรถไฟ การโทรคมนาคม และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้คนสวีเดนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการส่งเสริมการศึกษาและงานวิจัยโดยรัฐก็มีส่วนช่วยให้ผู้คนนำงานวิจัยเหล่านั้นไปพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสังคม 

ความจริงแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสวีเดนเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้งดเว้นภาษีให้กับบริษัทที่จัดหาคอมพิวเตอร์ให้กับลูกจ้างของบริษัทตนไว้เป็นสวัสดิการ โดยมีเงื่อนไขว่าพนักงานไม่ว่าจะเป็นระดับผู้จัดการหรือพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำของบริษัทก็จะต้องมีสิทธิใช้คอมพิวเตอร์นั้นเพื่อการเรียนรู้ นอกจากนั้นรัฐยังลงทุนในบริการอินเทอร์เน็ต ทำให้ปัจจุบันชาวสวีเดนทุกวัยและทุกอาชีพคุ้นเคยกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development) ระบุว่า สวีเดนเป็นประเทศที่ธุรกิจสตาร์ทอัพมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุด โดย 74% ของธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งหมดในประเทศสามารถอยู่รอดได้เกิน 3 ปี และธุรกิจเหล่านี้ทำให้เกิดการจ้างงานและอาชีพใหม่ๆ ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของรัฐสวัสดิการ กล่าวคือ ประชาชนมีงานทำและมีความสามารถในการจ่ายภาษีเพื่อค้ำชูรัฐสวัสดิการต่อไป

จะเห็นได้ว่า ชาวสวีดิชมองว่าโครงสร้างภาษีเป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงและปัจจัยภายนอกที่มากระทบ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจโลก วิกฤติผู้อพยพ ในอดีตสวีเดนก็เคยปรับโครงสร้างภาษีมรดกครั้งใหญ่ การยกศูนย์ดูแลเด็กเล็กให้เอกชนเข้ามาทำแทนรัฐ ยกเลิกการควบคุมกิจการโทรคมนาคม และระบบรถรางโดยรัฐ เพื่อรักษาสวัสดิการที่สำคัญไว้ เช่น สาธารณสุข และการศึกษา นอกจากนี้ การมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง และการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้แต่ละพรรคการเมืองแต่ละพรรคแสดงวิสัยทัศน์ได้อย่างเสรี พรรคการเมืองต่างๆ เอง ก็พยายามเสนอมาตรการภาษีใหม่ๆ เพื่อหารายได้เข้ารัฐและนำมาปรับปรุงสวัสดิการ โดยเฉพาะเรื่องระบบบริการสุขภาพซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดว่ามีความล่าช้ามาก 

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสทำเวิร์คชอปกับและได้แลกเปลี่ยนเรื่องสวัสดิการในสวีเดนและไทยกับ “iCare4 Fyrbodal” หน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุในเมือง “อุดเดอวอลลา” (Uddevalla) ทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำประสบการณ์การสร้างรัฐสวัสดิการจากมุมมองของคนสวีดิชไว้ว่า “รัฐสวัสดิการคือข้อตกลงร่วมกันของกลุ่ม (commitment) ไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบสวีเดนทุกอย่างเพราะทุกประเทศมีจุดสมดุลไม่เหมือนกัน ประเทศคุณจะเก็บภาษีเท่าไหร่ก็ได้ตราบเท่าที่คนในสังคมเห็นพ้องต้องกันว่าสมควร และทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีนั้น ต้องเรียนรู้ที่จะประนีประนอมกัน และที่สำคัญคือความเชื่อมั่น (trust) นักการเมืองและหน่วยงานของรัฐในสวีเดนทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ต้องปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ และต้องตรวจสอบได้ พวกเขาต้องทำให้ประชาชนพอใจในบริการจนรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะจ่ายภาษี เมื่อมีสองสิ่งนี้คุณสามารถสร้างรัฐสวัสดิการในประเทศคุณได้” 

 

 

podcast

LATEST
OUR PICKS
HOT
กำลังโหลดบทความถัดไป...